วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อรรถกถาเรื่องปูติมุขเปรต


อรรถกถาเรื่องปูติมุขเปรต อธิบายเรื่องในอดีตของเปรตปากเหม็นจากเรื่องนี้ทำให้ทราบว่า เปรตตนนี้เคยเป็นภิกษุมาก่อน แต่ได้ใช้วาจาส่อเสียดทำลาย พระเถระ ๒ รูป เพียงเพื่ออยากเป็นเจ้าอาวาสเท่านั้น  พอได้เป็นจริงๆ ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะแรงกรรมที่ทำไว้ ในที่สุดก็มรณภาพไปเกิดในนรก ไหม้อยู่ในนรกหลายปี เศษกรรมที่เหลือส่งให้มาเกิดเป็นเปรตอยู่ใกล้ภูเขาคิชกูฏ สมัยพระพุทธเจ้าของเรา

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ชาวพุทธได้นำไปคิดไตร่ตรองพิจารณาให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจพูด อะไรออกไป ขอให้ชาวพุทธผู้สนใจใคร่ในธรรมทั้งหลายจงพ้นจากบาปกรรมดังกล่าวนี้ ทุกท่านเทอญ.
๓. อรรถกถาปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓

เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ที่เวฬุ วันกลันทกนิวาปวิหารพระองค์ทรงปรารภเปรตผู้มีปากเน่าจึงตรัสคำเริ่มต้นว่า นิพฺพสุภ ธาเรสิ วณฺณธาตุ ดังนี้. ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ยังมีกุลบุตร ๒ คน บวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ มีความประพฤติขัดเกลาอยู่โดยความพร้อมเพรียงกัน ในอาวาสใกล้บ้านตำบลหนึ่ง. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง มีอัธยาศัยชั่ว ชอบส่อเสียดเข้าไปยังสถานที่ที่อยู่ของภิกษุ ๒ รูปนั้น. พระเถระทำปฏิสันถารกับเธอ ให้ที่พัก ในวันที่ ๒จึงพาเธอเข้าไปยังบ้านเพื่อบิณฑบาต. พวกมนุษย์เห็นท่านเหล่านั้นแล้ว ทำการนอบน้อมอย่างยิ่ง ในพระเถระเหล่านั้นได้ต้อนรับ ด้วยอาหารมีข้าวยาคู และภัตรเป็นต้น. เธอเข้าไปยังวิหารคิดว่าโคจรคามนี้ ดีหนอ. และพวกมนุษย์ ก็มีศรัทธาเลื่อมใส ถวายบิณฑบาตแสนจะประณีต. ก็วิหารนี้ สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ เราสามารถจะอยู่ในที่นี้ได้อย่างสบาย แต่เมื่อภิกษุเหล่านี้อยู่ในที่นี้เราก็จักอยู่ไม่สบาย จักอยู่เหมือนจะอยู่อย่างอันเตวาสิก เอาเถอะ. เราจักทำโดยที่ภิกษุเหล่านี้แตกจากกันแล้วไม่ได้อยู่ในที่นี้ต่อไป. ภายหลัง วันหนึ่ง เมื่อพระมหาเถระให้โอวาทแก่ภิกษุทั้ง ๒ รูปแล้ว เข้าไปยังที่พักของตน ภิกษุมักส่อเสียด ยับยั้งอยู่ชั่วเวลาหนึ่งจึงเข้าไปหาพระมหาเถระ. ไหว้แล้ว และเมื่อพระเถระถามว่า ทำไม คุณมาผิดกาลเวลาจึงตอบว่า ครับ ผมมีเรื่องที่จะพูดอยู่อย่างหนึ่ง พระเถระจึงอนุญาตว่า เล่าไปซิคุณจึงเรียนว่า ท่านครับพระเถระผู้เป็นสหายของท่านนั่น ต่อหน้า (ท่าน) แสดงตนเหมือนเป็นมิตร พอลับหลังก็กล่าวให้ร้ายคล้ายศัตรู. ถูกพระเถระถามว่าเขาพูดว่าอย่างไรจึงเรียนว่า ฟังนะครับ พระมหาเถระรูปนั่นกล่าวโทษทานว่า เป็นผู้โอ้อวด มีมายา หลอกลวง เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ. พระเถระตอบว่าอย่าพูดอย่างนั้นซิคุณ, ภิกษุรูปนั้นจักไม่ว่าเราถึงอย่างนั้น ตั้งแต่เวลาเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว เธอรู้สภาวะของเราว่า มีศีลเป็นที่รัก มีกัลยาณธรรม. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่านครับ ถ้าท่านคิดอย่างนั้น เพราะค่าที่ตนมีจิตบริสุทธิ์ ข้อนั้นเหมาะแก่ท่านทีเดียว แต่ผมก็ไม่มีเวรกับพระมหาเถระนั้น ทำไม ผมจึงจะได้กล่าวคำที่พระมหาเถระไม่กล่าวว่า กล่าว ช่างเถอะ ท่านเองนั่นแล จักรู้ในเวลาต่อไป. ฝ่ายพระเถระเกิดสองอกสองใจเพราะค่าที่ตนเป็นปุถุชน เกิดมีความรังเกียจว่า เห็นที่จะเป็นอย่างนั้นจึงได้คลายความไว้วางใจไปหน่อยหนึ่ง. ภิกษุนั้น เป็นคนพาลชั้นแรกยุยงพระมหาเถระแล้ว ไปยุยงพระเถระอีกรูปหนึ่ง โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
ลำดับนั้น พระเถระทั้งสองนั้น ในวันที่ ๒ ไม่ได้พูดกัน ต่างถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ถือบิณฑบาตมาฉันในที่พักของตนนั่นเอง แม้มาตรว่าสามีจิกรรมก็ไม่ยอมทำตลอดวันนั้นอยู่ในที่นั้นนั่นแล และพอราตรีสว่าง ไม่ยอมบอกกันและกันเลย ได้แยกกันไปสู่ที่ที่ตามความสำราญ. ก็ภิกษุผู้มักรังเกียจ มีมโนรถเต็มเปี่ยม เข้าไปบิณฑบาต ยังบ้าน พวกมนุษย์เห็นเข้า พากันกล่าวว่า พระเถระทั้งหลายพากันไปไหนเสียครับ. ภิกษุนั้นกล่าวว่า พระเถระทั้งสองทะเลาะกันและกันตลอดคืนยังรุ่งถึงอาตมาจะเตือนว่าอย่าทะเลาะกันเลยครับ จงสามัคคีกันไว้เถิด ขึ้นชื่อว่า การทะเลาะกันมีแต่จะนำความพินาศมาให้ ก่อให้เกิดความทุกข์ในอนาคต เป็นทางแห่งอกุศล แม้คนสมัยก่อน ก็เคยพลาดจากประโยชน์ใหญ่ เพราะการทะเลาะกัน ดังนี้เป็นต้น ก็ไม่เชื่อคำของอาตมา พากันหลีกไป. ลำดับนั้น พวกมนุษย์วิงวอนว่า ขอพระเถระจงไปก่อนเถอะ แต่ท่านอย่ารำคาญอยู่ในที่นี้แหละ เพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม. ท่านรับคำแล้วอยู่ในที่นั้นนั่นเองต่อมา ๒-๓ วันจึงคิดว่า เรายุยงภิกษุทั้งหลายผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมด้วยอยากเป็นเจ้าอาวาส เราขวนขวายแต่กรรมชั่วไว้มากหนอจึงถูกความเดือดร้อนอย่างแรงกล้าเข้าครอบงำ เป็นไข้เพราะกำลังแห่งความเศร้าโศก ไม่นานนักก็มรณภาพ บังเกิดในอเวจีมหานรก. ฝ่ายพระเถระผู้เป็นสหายกัน ๒ รูป เที่ยวจาริกไปในชนบทมาพบกันในอาวาสแห่งหนึ่งจึงปราศรัยกันและกันจึงบอกคำยุยงที่ภิกษุนั้นพูดแก่กันและกัน รู้ว่าเรื่องนั้นไม่เป็นจริงจึงได้พร้อมกันกลับมายังอาวาสนั้นนั่นแล โดยลำดับ. พวกมนุษย์เห็นพระเถระทั้ง ๒ รูปแล้ว พากันปลื้มใจ เกิดความดีใจ อุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔. ก็พระเถระทั้ง ๒ รูป เมื่ออยู่ในที่นั้นนั่นแล มีจิตเป็นสมาธิ เพราะได้อาหารอันเป็นสัปปายะ เจริญวิปัสสนาแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุ พระอรหันต์. ภิกษุผู้มักส่อเสียด ไหม้ในนรกตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นเปรตปากเน่า ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. กายของเขา ได้มีสีเหมือนทองคำ. แต่หนอนไต่ออกจากปาก พากันเจาะกินปากข้างโน้นข้างนี้. กลิ่นปากของเปรตนั้นเหม็นฟุ้งขจายไปทั่วอากาศตั้งไกล. 



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น