วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาพจากเฟชบุ๊ค




 








 






 

เหล้า จะว่าแต่คนกิน หมากิน หมาก็เมา



ชอบสูง ชอบต่ำ ก็ทำเอา  คนเราเลือกเกิดได้ ตามทาง ๗ สาย คือ
๑. ไปเกิดในนรก ด้วยอำนาจของโทสะ 
๒. ไปเกิดเป็นเปรต อสุรกาย ด้วยอำนาจของโลภะ
๓. ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ด้วยอำนาจของโมหะ
๔. ไปเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยอำนาจของศีล ๕
๕. ไปเกิดเป็นเทวดา ด้วยอำนาจของ เทวธรรม คือ หิริ (ความละอายต่อบาป) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป) 
๖. ไปเกิดเป็นพรหม ด้วยอำนาจของฌาน สมาบัติ (เจริญสมถกรรมฐาน) 
๗. ไปนิพพาน ด้วยอำนาจของมรรคญาณ (เจริญวิปัสสนากรรมฐาน)


วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประมวลภาพงานอัญเชิญอัฐิ หลวงปุ่ พระธรรมวงศาจารย์ (สุข สุขโณ) ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖


หลวง พ่อองค์ดำ (จำลอง) พระประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ ปัจจุบัน องค์จริงประดิษฐานอยู่วัดกลาง กาฬสินธุ์ องค์จำลองนี้ คณะสงฆ์และญาติโยมชาวกาฬสินธุ์ได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่ เจดีย์บรรจุอัฐิ ของหลวงปู่ที่วัดวิเศษไชยาราม บ้านบึงวิชัย อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงปู่ 







หลวง ปู่ พระอาจารย์ใหญ่า ดร. มหาผ่อง สมเริก ประธานสงฆ์ประเทศลาว วัดพระเจ้าองค์ตื้อ เมืองจันบุรี นครเวียงจันท์ เป็นสหธรรมิกของหลวงปู่ ตั้งแต่สมัยที่จำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร
ปัจจุบัน หลวงปู่อายุ ๙๗ ปี ยังแข็งแรง เดินด้วยตัวเอง เวลาแสดงธรรม เสียงยังมีพลังชัดถ้อยชัดคำ

ด้านขวามือหลวงปู่ คือ หลวงพ่อ พระเทพปัญญาเมธี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ​์ เจ้าอาวาสวัดกลาง หลานชายของหลวงปู่พระธรรมวงศาจารย์




ถ่าย รูปหมู่กับหลวงปู่ มหาผ่อง หน้าบุษบกประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและอัฐิของหลวงปู่ ที่ศาลาการเปรียญ วัดกลาง ก่อนที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดวิเศษไชยาราม บ้านบึงวิชัย

ลำดับ จากซ้ายมือหลวงปู่ มหาผ่อง คือ 
๑.​พระครูปริยัติโกวิท เจ้าคณะอำเภอเมือง เจ้าอาวาสวัดใต้โพธิ์ค้ำ 
๒. ผู้เขียน 

ด้านขวามือหลวงปู่ คือ 
๑. พระเทพปัญญาเมธี 
๒.  พระมหายุทนา นรเชฏฺโฐ สัทธิวิหาริกรูปสุดท้ายของหลวงปู่ 
๓. พระมหาไปรวิทย์ เคยอยู่อุปฐากหลวงปู่ตั้งแต่เป็นสามเณร ปัจจุบันเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สายยุโรป ประเทศเยอมัน 
๔. รูปยืน คือ พระครูปริยัติพัฒนกิจ เจ้าคณะอำเภอดอนจาน เลขาฯ ของหลวงปู่ 
 ๕. สุดท้ายรูปที่ตรงกลาง คือ พระมหาชรินทร์ ปญฺญาวชิโร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ รูปปัจจุบัน 




คณะพระภิกษุ ฉันภัตตาหารเช้า ร่วมกับหลวงปู่  หลวงปู่อายุ ๙๗ ปี ฟันยังดี สามารถเคี้ยวข้าวจี่ได้อย่างสบาย
นั่งหัวโต๊ะด้านนี้ คือ พระวิสุทธิบุญญาคม เลขานุการเจ้าคณะภาค ๙ วัดทินกร  นนทบุรี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกลาง




ฉันเสร็จแล้ว หลวงปู่มอบเหรียญของหลวงปู่ แก่ญาติโยมที่นำภัตตาหารเช้ามาถวาย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ญาติโยม
ท่านพูดกับญาติโยมว่า ขอเป็นญาติพี่น้องกับญาติโยมชาวกาฬสินธุ์



หลวง ปู่ และหลวงพ่อคูณ พระเทพวงศาจารย์ วัดหนองแวง ขอนแก่น องค์ประธานในพิธี ถวายความเคารพ หลวงปู่มหาผ่องแล้ว นั่งสนทนากัน ตามอัธยาศัย 





หลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์  กำลังประกอบพิธีอัญเชิญ อัฐิ หลวงปู่ขึ้นรถขบวนแห่ ไปบรรจุที่เจดีย์ 



รถริ้วขบวนอัญเชิญอัฐิ หลวงปู่ กำลังจะเคลื่อนออกจากวัดกลาง ไปวัดวิเศษไชยาราม บ้านบึงวิชัย


ขบวน ริ้วขบวนอัญเชิญอัฐิหลวงปู่ ไปใกล้บ้านบึง ผ่านทุ่งนา ของชาวบ้าน เป็นบรรยากาศที่หาดูได้ยากสำหรับคนเมือง บรรยากาศเย็นสบาย เพราะฝนเพิ่งตกผ่านไป เป็นนิมิตว่า เทวดา ได้หลั่งน้ำฝนลงมาเพื่อชำระสิ่งปฏิกูลออกไป ทำให้บรรยากาศสะอาดสดชื่น เพื่อต้อนรับขบวนอัญเชิญอัฐิของหลวงปู่ และพระมหาเถรานุเถระ ที่มาร่วมพิธี



ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน  ครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป ทุกสาขาอาชีพ มาร่วมพิธีในวันนี้ อย่างหนาแน่น




คณะสงฆ์ในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดใกล้เคียง มาร่วมพิธีอัฐิของหลวงปู่


รูปเหมือนของหลวงปู่ ที่คณะสงฆ์และญาติโยม อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์แห่งนี้ 





ภาพถ่ายจากชั้นบนเจดีย์ 





รูปหลวงปู่ ที่คณะศิษยานุศิษย์ ประดับตกแต่งตั้งไว้ในศาลาลานธรรมข้าง เจดีย์








ป้ายบอกชื่อเจดีย์บรรจุอัฐิหลวงปู่  
ผู้ที่เห็นในภาพ คือ พระครูจันทธรรมวงศานุวัตร (มะลิ) ผู้อยู่กับหลวงปู่มาเป็นเวลานานรูปหนึ่ง



วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาพงานยกเสาเอก เสาโท กุฏิหลังใหม่ในบริเวณวิทยาลัยสงฆ์เลย ๒๓ กันยายน ๒๕๕๕



 หลังจากทำพิธีสวดถอดสวดถอนเสร็จแล้ว ก็ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กุฏิหลังใหม่ นิมนต์พระภิกษุจากวัดศรีสุมังคลาราม บ้านปากหมาก ๔ รูป ซึ่งเป็นพระนิสิตที่ มจร. วิทยาลัยสงฆ์เลย มาร่วมพิธี ประกอบพิธีท่ามกลางแสงแดด กำลังพอดี







เจริญพระพุทธมนต์เสร็จแล้วทำพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่หลุมและเสาทุกต้น มีโยมจากบ้านปากหมากมาร่วมพิธี ๑ คน (เสื้อลายนั่งพนมมือ)  ส่วนช่างที่รับสร้างกุฏิในครั้งนี้ มี ๓ คน เดินทางมาจาก อำเภอเมือง เพชรบูรณ์






 ช่างกำลังก่ออิฐ เพื่อจะก่อคานเหล็กรองรับน้ำหนัก





วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

ภาพบรรยากาศงานยกเสาเอก เสาโท อาสน์สงฆ์ลานธรรมวัดดอนทอง เมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕


 กราบนิมนต์พระภิกษุ จาก ๓ วัด ประกอบด้วย วัดดอนหัน วัดดอนทอง และสถานปฏิบัติธรรมจอมทอง รวม ๒๔ รูป มาเจริญพระพุทธมนต์และรับอาหารบิณฑบาตเช้า






นายบุญเที่ยง  ยุบลวัฒน์ ส.อบต. หมู่ที่ ๑๓ ต.โพนงาม เป็นตัวแทนชาวบ้าน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย 



วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

บทความพิเศษเรื่อง "ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม"

บทความนี้เขียนตอนได้รับนิมนต์ไปเป็นพระวิปัสสนาจารย์อบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ของ มจร. รุ่นที่ ๑๗ ที่ แคมป์สน เขาค้อ เพชรบูรณ์ 

สนใจอ่านบทความเปิดเว็ปไซด์ข้างล่างนี้ 


www.obm17.com



ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม โดย...พระมหาธานินทร์ อาทิตวโร PDF พิมพ์ อีเมล
บทความพิเศษ
เขียนโดย Administrator   
วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2011 เวลา 02:39 น.
บทความเรื่อง ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม
โดย...พระมหาธานินทร์  อาทิตวโร        

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  เป็นคำที่ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วรู้สึกเป็นเรื่องยิ่งใหญ่และสูงส่งมาก ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรก กับคณะวิปัสสนากรรมฐานเคลื่อนที่ซึ่งนำโดยพระเดชพระคุณพระกาฬสินธุ์ธรรมคณี  (สมณศักดิ์ในขณะนั้น ต่อมาท่านได้เลื่อนเป็นพระราชธรรมเมธี) รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่วัดเกษมาคม  อำเภอกมลาไสย  จังหวัดกาฬสินธุ์  ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งเป็นปีที่ข้าพเจ้าบวชพรรษาแรก  ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า ตัวเองเป็นผู้มีบุญวาสนามากที่มีโอกาสได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  เพราะในช่วงนั้นวัดที่บ้านและใกล้เคียงไม่มีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งชาวบ้านและพระสงฆ์ในสมัยนั้นถือว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์  ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ในยุคนั้นเพราะถือว่าเป็นของที่มีเฉพาะในสมัย พุทธกาล  จากจุดเริ่มต้นตรงนั้นทำให้ข้าพเจ้ามีความปรารถนาในใจมาตลอดว่า  ถ้ามีโอกาสจะหาเวลาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง  จนได้เข้ามาเรียนในมหาจุฬาฯ จึงได้มีโอกาสปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ในปีแรก เริ่มที่วัดอัมพวัน  จังหวัดสิงห์บุรี  ปีที่สองที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม  จังหวัดชลบุรี  เป็นการไปปฏิบัติชดเชย เพราะข้าพเจ้าทำหนังสือขอลาเพื่อเตรียมตัวสอบบาลี  ตามปกติต้องไปปฏิบัติที่แคมป์สน (เฉพาะคณะมนุษยศาสตร์ ชั้นปีที่ ๒)
การไปปฏิบัติในปีนั้น  สภาวธรรมอันหนึ่งได้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าคือความโปร่ง โล่งของจิตใจ  ในตอนบ่ายวันหนึ่ง  ข้าพเจ้าตัดสินใจไม่กำหนดอารมณ์ภายนอกคือเสียงที่ได้ยิน  และอารมณ์ภายในคือ อาการพอง  ยุบของท้อง เพราะยิ่งกำหนดยิ่งทำให้จิตฟุ้งซ่านและเกิดความเครียดจึงเปลี่ยนวิธีด้วย ตนเองด้วยการนั่งกำหนดดูอาการเต้นของหัวใจเฉย ๆ กำหนดตามไป ๆ จนในที่สุดเกิดสภาวะเหมือนกับว่า จิตมันลงล็อคอะไรสักอย่างหนึ่งเกิดแสงสว่างขึ้นในใจและรู้สึกเบาสบาย โปร่ง โล่ง ไปหมด  ความรู้สึกตอนนั้นไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้หมด  มันมีความสุข  ทั้งปีติปนกัน จากนั้นก็พยายามทำเหมือนเดิมอีก  แต่สภาวะอันนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอีก  ได้สอบถามครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ท่านบอกว่า อารมณ์ใดที่เกิดขึ้นแล้วก็จะไม่เกิดอีกเพราะมันเกิดแล้วก็จะเจริญเติบโตขึ้น เป็นอย่างอื่นอุปมาเหมือนต้นไม้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้นเดิมก็จะหายไปโดยปริยาย
ในปีพ.ศ. ๒๕๕๒ ข้าพเจ้าได้เข้าปฏิบัติที่วัดภัททันตะอาสภาราม จังหวัดชลบุรีในฐานะนิสิตชั้นปริญญาเอก  ผลของการปฏิบัติทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจคำว่า “ขณิกสมาธิ” ที่ใช้กับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้น ความเข้าใจของข้าพเจ้าอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ คือเข้าใจว่า ขณิกสมาธิที่ใช้กับวิปัสสนากรรมฐาน คือให้มีสมาธิพอประมาณไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป  เปรียบเสมือนชาวนาคลาดนา ที่จะทำการดำนา  เขาจะปล่อยน้ำออกจากแปลงนาไม่ให้มีน้ำมากหรือน้อยเกินไป  ให้มีพอสมดุลกันกับโคลนตม  เพื่อที่จะคลาดได้ลื่นไหลและมองเห็นว่า ตรงไหนราบเรียบแล้วตรงไหนยังเป็นเนินอยู่  ถ้าชาวนาปล่อยให้มีน้ำมากเกินไปก็จะมองไม่เห็น  คลาดได้ไม่ดี  ถ้าให้มีน้ำน้อยเกินไปก็จะคลาดยาก เพราะโคลนตมจะเหนียวไม่ลื่นไหล  ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นเดียวกันคือใช้สมาธิเพียงเล็กน้อยไม่ให้ สมาธิมากเกินไป  ไม่น้อยเกินไป เพราะถ้าสมาธิมากเกินไปก็จะทำให้หลับไม่สามารถกำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบันได้  ถ้าสมาธิน้อยเกินไปก็จะทำให้จิตฟุ้งซ่านหรือห่อเหี่ยวทำให้เครียดหรือท้อแท้ ได้  วิธีที่ดีที่สุดคือ ทุกอิริยาบถไม่ว่าจะเป็นการ ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องให้มีสมาธิเข้าไปหล่อเลี้ยงเสมอ ข้าพเจ้ารู้วิธีนี้แล้วจึงเอาไปปรับใช้กับการปฏิบัติ  ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
ในปีพ.ศ. ๒๕๕๔  ช่วงเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์  ข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติที่วัดภัททันตะอีกครั้ง  คราวนี้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า  การกำหนดลอย ๆ โดยสติไม่คมชัดไม่สามารถจะหยุดยั้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ หมายความว่า เมื่อเราคิด เรากำหนดว่า คิดหนอ  คิดหนอ คิดหนอ ครบ ๓ ครั้งแล้วก็กำหนดอิริยาบถอื่นต่อไป เช่น การเดินเป็นต้น  ไม่สามารถหยุดยั้งความคิดได้ อุปมาเหมือนกับการหมุนเกลียวที่สึกหรอ  หรืออุปมาเหมือนกับการดาวโหลดโปรแกรมหรือข้อมูลบางอย่างจากอินเตอร์เน็ต ถ้ามันโหลดไม่ติดมันก็จะหมุนอยู่อย่างนั้นแต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ทำให้เสียเวลาเปล่า  เมื่อข้าพเจ้ารู้อย่างนี้แล้วจึงได้เปลี่ยนวิธีใหม่คือ ตั้งใจกำหนดทุกครั้งที่อารมณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น ผลปรากฏว่า การปฏิบัติได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
มีอาจารย์ที่ทำหน้าที่นำปฏิบัติและสอบอารมณ์แนะนำให้หลับตากำหนดดูรูปยืน ๓ รอบ คือ รอบแรกตั้งแต่ศีรษะลงมาจนถึงปลายเท้า  รอบที่สองตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงศีรษะ รอบที่ ๓ ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้าอีก  ข้าพเจ้าลองทำตาม  รู้สึกว่าไม่ก้าวหน้าสติไม่มีกำลัง  จึงเปลี่ยนมากำหนดดูที่ต้นจิตคือตรงลิ้นปี่ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีดั้งเดิมที่หลวงพ่อภัททันตะแนะนำลูกศิษย์และลูกศิษย์ก็ นำมาสอนลูกศิษย์อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้ารู้สึกว่า วิธีนี้ทำให้เกิดสติดีกว่า (สำหรับข้าพเจ้า  คนอื่นอาจจะเห็นแย้งก็ได้)
อีกอย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้า เข้าใจเพิ่มขึ้นก็คือ ความเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง คือ  เข้าใจว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด  เราก็ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ไปทัดทานหรือทวนกระแส  เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้วทำให้มีความทุกข์น้อยลง   ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ที่คนส่วนมากเป็นทุกข์  เพราะไปปรุงแต่งอยากให้มันเป็นอย่างที่ตัวเองต้องการหรือปรารถนา ไม่ได้กำหนดรู้ตามที่มันเป็น  ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าเทศน์สอนพวกปัญจวัคคีย์ครั้งแรกในปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  ตอนหนึ่งที่ว่า เมื่อทุกข์เกิดขึ้นให้กำหนดรู้ทุกข์แล้วจึงกำหนดหาสาเหตุของมัน  เนื้อความตรงนี้เราเคยท่องเคยสวดมาตั้งนานแล้ว  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจความหมายที่เป็นสภาวธรรม เพียงแต่เข้าใจตามคำแปลที่แปลกันสืบ ๆ มา
แก้ไขล่าสุด ใน วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม 2011 เวลา 19:24 น.
 

ภัยพระพุทธศาสนาในอนาคต

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

หลวงพ่อโชดก๒ พระธรรมธีรราชมหามุนี พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ

๑. ผล ทาน บุญ บาป
๒. พุทธบูชา
๓. ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
๔. วิปัสสนาเบื้องต้น ๑
๕. วิปัสสนาเบื้องต้น ๒


หลวงพ่อโชดก (พระธรรมธีรราชมหามุนี พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ


๑.แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
๒.อารมณ์ของวิปัสสนาที่ถูกต้อง
๓.ทำบุญอย่างไรจึงจะไม่บาป
๔. อานิสงส์ของวิปัสสนา