วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาพบรรยากาศงานฉลองพุทธยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (วันวิสาขบูชาโลก)


 พระพุทธโสธร พระประธานประจำหอประชุมอาคาร วมก. ๔๘ พรรษา 


 พระพุทธรูปที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานฉลองพุทธยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 


 สมเด็จพ่อ ร.๕. ผู้ก่อต้้งมหาจุฬา



สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จแทนสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นประธานเปิดงานฉลองพุทธยันตี 



ฯพณฯ ยงยุทธ  วิชัยดิษฐ์  รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานฝ่ายรัฐบาล กราบทูลรายงาน 





ฯพณฯ มหินทา  ราชปักษา  ประธานาธิบดีศรีลังกา  เข้าร่วมในพิธี 





พระ อาจารย์มหาโกวิทย์  สิริวณฺโณ  เคยเป็นผู้บริหารระดับสูง ของมหาจุฬา เคยเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร  รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน ปัจจุบันถึงจะเกษียณอายุแล้ว แต่ก็ได้รับการสรรหาให้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝายเทคโนโลยีและสารสนเทศ อีกวาระหนึ่ง


อาจารย์ บุญทัน  เพื่อนรุ่นพี่ ที่ท่านเป็นผู้นิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดปรินายกแทน ก่อนที่ท่านจะลาสิกขา ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเพื่อนของโยมพี่พัฒนพล ทั้งสองเคยเรียนระดับปริญญาตรีด้วยกันที่วิทยาเขตขอนแก่น และจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองแวง ด้วยกัน

 

 ฝรั่งชาวพุทธโชว์ลีลาการเดินขณะทีเสริมขาขึ้น ทำให้คนเห็นตื่นเต้นสนใจพอสมควร


บรรยากาศสวนที่สร้างใหม่ในมหาจุฬาฯ ตอนเย็น



ภาพไฟประดับฉลองพุทธยันตี ภายในมหาจุฬาฯ



 ป้ายชื่อมหาวิทยาลัย ด้านหน้าปรับปรุงใหม่หลังน้ำลดลงแล้ว ทำเป็นสวนร่วมสมัย ใช้งบประมาณ ๔๕ ล้านบาท 




ประมวลภาพเที่ยวไหว้พระที่สระบุรี ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕






ประเดิมแห่งแรกที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมของวัดศรีบุรีรัตนาราม ภายในเมืองสระบุรี เพื่อไปเยี่ยม ดร. พระครูพิพิธปริยัติกิจ (ชยันต์  พุทฺธธมฺโม  แสนโบราณ)  เพื่อนเรียน ป.เอก. ด้วยกัน เป็นเจ้าอาวาสวัดซับซะอม อำเภอพระพุทธบาท ซึ่งท่านมาเป็นผู้ช่วยพระวิปัสสนาจารย์อยู่ที่นี่เพื่ออบรม เจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ ภาค ๒,๓ ประมาณ ๑๕๐ รูป ปฏิบัติตามนโยบายของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง




คุณยายราตรี  และโยมน้ำ นั่งรับเครื่องดื่มและขนมปัง  ตอนเป็นอาหารเช้า ส่วนโยมวรรษ รับประทานอาหารเจ อยู่ในรถ 


จากนั้นก็เดินทางมาที่วัดซับซะอม ซึ่งท่านพระครูเป็นเจ้าอาวาส แต่ไม่ค่อยอยู่วัด  ไปสร้างผลงานนอกวัดเป็นส่วนมาก เพราะเป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่ เลยถูกเรียกใช้งานบ่อย



กำลังเดินเข้าถ้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ล่าสุดเรื่อง ขุนเดช ก็มาถ่ายทำที่นี่่ ภายในมีพระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีอยู่องค์หนึ่ง เมื่อก่อนใช้ทำเป็นที่ประกอบกิจวัตร ทำวัตร สวดมนต์ เหมาะกับการเจริญภาวนามาก สามารถนั่งสมาธิ เดินจรงกรมได้

บรรยากาศภายในถ้ำ หลังจากไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เจริญเมตตาภาวนาแล้ว ออกมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกว่า ได้มาถึงแล้ว

 

 บริเวณวัดมีอยู่หลายถ้ำ ถ้ำนี้เป็นอีกแห่งหนึ่ง ที่มีพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่ด้วย พวกเราไปครั้งนี้ท่านบอกว่า เกิดปาฏิหาริย์ คือพอเข้าไปสักพักหนึ่งก็เกิดมีแสงส่องลอดมาอย่างที่เห็นในภาพซึ่งครั้งก่อนๆ ที่ท่านเข้ามาไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้


ในถ้ำเดียวกันแต่คนละมุม  ภาพที่เห็นด้านหลังเป็นมีลักษณะคล้ายมวยผมของสตรี จึงเรียกว่า ถ้้ำมวยผม


บรรยากาศด้านนอกบริเวณลานวัด ร่มรื่นย์ไปด้วยต้นไม้หลายชนิด พื้นที่ด้านหลังของวัดติดกับภูเขาหินสูง จึงทำให้อากาศดี




ออกจากวัดซับซะอมแล้วก็ไปไหว้รอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาท ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ปวัติศาสตร์ มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา เล่ากันว่า มีนายพรานคนหนึ่งพบรอยพระพุทธบาท บนภูเขานี้ เพราะเขายิงเนื้อตัวหนึ่งอาการสาหัสแต่เนื้อตัวนั้นวิ่งเข้ามาในป่าบริเวณนี้สักพักหนึ่งก็วิ่งกลับออกไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  นายพรานจึงสงสัยเลยตามเข้ามาดูว่า กวางเข้ามาในที่นี้แล้วทำไมกลับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง พอเข้ามาแล้วเห็นเป็นรอยเท้ามนุษย์ขนาดใหญ่ ภายในร่องของรอยเท้ามีน้ำขังอยู่ใสสะอาด เขาจึงก้มลงดื่ม แล้วเอามือกรอบเอาน้ำมาทากลากและเกลื้อนที่ตัวเขา สักพักหนึ่งกลากและเกลื้อก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจึงสันนิษฐานว่า รอยเท้านี้จะเป็นรอยเท้าใครอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นรอยพระพุทธบาท หรือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า  จึงได้นำความนี้ไปกราบบังคมทูลให้พระเจ้าแผ่นดินได้ทราบ สมัยนั้นพระเจ้าทรงธรรมเป็นพระราชาปกครองกรุงศรีอยุธยา





ถ่ายภาพก่อนที่จะขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาท




บริเวณรอบมณฑป เป็นสถานที่สามารถเดินเวียนเทียนได้ เนื่องจากอากาศร้อนคนญาติโยมที่ไปไหว้จึงไม่เดิน เพราะทนความร้อนไม่ไหว แต่ทางวัดก็ปูแผ่นยางไว้ให้สำหรับผู้ที่อยากเดิน


ภายในศาลาบำเพ็ญกุศล ทางวัดเปิดโอกาสให้ญาติโยมทั่วไปมาร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา




เข้าไปกราบ บูชา รอยพระพุทธบาท ซึ่งได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี มีญาติโยมเอาทองมาปิดเพื่อขอพร จนมองไม่เห็นพื้นเดิม ที่เป็นหิน 





เมื่อกราบ ไห้วรอยพระพุทธบาทแล้ว ท่านพระครูก็พาเดินลงมาทางบันใด ขึ้น ซึ่งมี ๓ บันได จำลองมาจากเรื่องในพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ คือบันได้เงิน บันไดทอง และบันใดแก้วอยู่ตรงกลาง เป็นบันใดที่พระพุทธองค์เสด็จลง ตรงหัวบันไดเป็นรูปพญานาค ๕ เศียร ทำด้วยทองเหลือง ซึ่งหาไม่ได้ในที่อื่น เพราะส่วนมาก ที่อื่นจะทำด้วยหินทราย

 

โยมวรรษโชว์ภาพรอยพระพุทธบาท ที่เช่าบูชามาไว้บูชาที่บ้าน 


จากนั้นก็ไปที่วัดเขาวงศ์  ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าเที่ยวชมอีกแห่งหนึ่งเพราะวัดนี้อยู่ติดกับภูเขา บรรยากาศภายในวัด จัดไว้ร่มรื่นย์มาก ท่านพระครูบอกว่า ที่สร้างวัด เดิมเป็นที่ดินมรดกของพระเดชพระคุณพระพรหมสิทธิ (ธงไชย ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ปัจจุบันท่านเป็น เจ้าคณะภาค ๑๑ บริจาคให้สร้างวัด และท่านก็ให้ความอุปถัมภ์อยู่จนถึงทุกวันนี้  วัดนี้สอนกรรมฐานตามแนวมโนยิทธิ ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำสอน เพราะหลวงตาที่เป็นเจ้าอาวาสเป็นสหธรรมิกของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ



ท่านพระครูติดต่อขอให้อาสาสมัครเอารถนำเที่ยวชมบรรยากาศภายในวัด 



บรรยากาศอีกมุมหนึ่งของวัดเขาวงศ์ พระพุทธรูปสีขาวที่เห็นในภาพ เป็นบริเวณจุดชมวิวภายในวัดด้วย ข้างถัดมาเป็นลานขนาดปานกลางใช้เป็นสถานที่อัพภานกรรมเวลาจัดปริวาสกรรม 






 





แห่งสุดท้ายคือวัดพระพุทธฉาย เป็นพุทธสถานที่มีตำนานอันยาวนาน คำว่า พระพุทธฉาย เป็น รูปเงา ของ พระพุทธเจ้า ที่ติดอยู่หินภูเขา และติดอยู่อย่างนี้ตลอดมา มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จไปกราบนมัสการหลายพระองค์ นับตั้งแต่สมเด็จ ร.๕ เป็นต้นมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์เสด็จไปกราบนมัสการ และจารึกลายพระหัตถ์ไว้บนผนังหินภูเขา ด้านข้างของพระพุทธฉาย 

ที่วัดพระพุทธฉายนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งประดิษฐานอยู่บนภูเขา คือ รอยพระพุทธบาทเบื้องขวา แต่ไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับพระพุทธฉาย  ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธองค์ทรงเหยียบรอยพระบาทข้างซ้ายที่วัดพระพุทธบาท และเหยียบพระบาทเบื้องขวาที่วัดพระพุทธฉาย ระยะทางห่างกันประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อะไรถ้าเทียบกับพระบารมีของพระพุทธองค์