วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภาพบรรยากาศงานฉลองพุทธยันตี ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (วันวิสาขบูชาโลก)


 พระพุทธโสธร พระประธานประจำหอประชุมอาคาร วมก. ๔๘ พรรษา 


 พระพุทธรูปที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของงานฉลองพุทธยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า 


 สมเด็จพ่อ ร.๕. ผู้ก่อต้้งมหาจุฬา



สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เสด็จแทนสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นประธานเปิดงานฉลองพุทธยันตี 



ฯพณฯ ยงยุทธ  วิชัยดิษฐ์  รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานฝ่ายรัฐบาล กราบทูลรายงาน 





ฯพณฯ มหินทา  ราชปักษา  ประธานาธิบดีศรีลังกา  เข้าร่วมในพิธี 





พระ อาจารย์มหาโกวิทย์  สิริวณฺโณ  เคยเป็นผู้บริหารระดับสูง ของมหาจุฬา เคยเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร  รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน ปัจจุบันถึงจะเกษียณอายุแล้ว แต่ก็ได้รับการสรรหาให้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝายเทคโนโลยีและสารสนเทศ อีกวาระหนึ่ง


อาจารย์ บุญทัน  เพื่อนรุ่นพี่ ที่ท่านเป็นผู้นิมนต์ให้มาอยู่ที่วัดปรินายกแทน ก่อนที่ท่านจะลาสิกขา ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นเพื่อนของโยมพี่พัฒนพล ทั้งสองเคยเรียนระดับปริญญาตรีด้วยกันที่วิทยาเขตขอนแก่น และจำพรรษาอยู่ที่วัดหนองแวง ด้วยกัน

 

 ฝรั่งชาวพุทธโชว์ลีลาการเดินขณะทีเสริมขาขึ้น ทำให้คนเห็นตื่นเต้นสนใจพอสมควร


บรรยากาศสวนที่สร้างใหม่ในมหาจุฬาฯ ตอนเย็น



ภาพไฟประดับฉลองพุทธยันตี ภายในมหาจุฬาฯ



 ป้ายชื่อมหาวิทยาลัย ด้านหน้าปรับปรุงใหม่หลังน้ำลดลงแล้ว ทำเป็นสวนร่วมสมัย ใช้งบประมาณ ๔๕ ล้านบาท 




ประมวลภาพเที่ยวไหว้พระที่สระบุรี ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕






ประเดิมแห่งแรกที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมของวัดศรีบุรีรัตนาราม ภายในเมืองสระบุรี เพื่อไปเยี่ยม ดร. พระครูพิพิธปริยัติกิจ (ชยันต์  พุทฺธธมฺโม  แสนโบราณ)  เพื่อนเรียน ป.เอก. ด้วยกัน เป็นเจ้าอาวาสวัดซับซะอม อำเภอพระพุทธบาท ซึ่งท่านมาเป็นผู้ช่วยพระวิปัสสนาจารย์อยู่ที่นี่เพื่ออบรม เจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสที่ได้รับแต่งตั้งใหม่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ ภาค ๒,๓ ประมาณ ๑๕๐ รูป ปฏิบัติตามนโยบายของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง




คุณยายราตรี  และโยมน้ำ นั่งรับเครื่องดื่มและขนมปัง  ตอนเป็นอาหารเช้า ส่วนโยมวรรษ รับประทานอาหารเจ อยู่ในรถ 


จากนั้นก็เดินทางมาที่วัดซับซะอม ซึ่งท่านพระครูเป็นเจ้าอาวาส แต่ไม่ค่อยอยู่วัด  ไปสร้างผลงานนอกวัดเป็นส่วนมาก เพราะเป็นที่โปรดปรานของผู้ใหญ่ เลยถูกเรียกใช้งานบ่อย



กำลังเดินเข้าถ้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ล่าสุดเรื่อง ขุนเดช ก็มาถ่ายทำที่นี่่ ภายในมีพระพุทธรูปเก่าแก่อายุกว่าร้อยปีอยู่องค์หนึ่ง เมื่อก่อนใช้ทำเป็นที่ประกอบกิจวัตร ทำวัตร สวดมนต์ เหมาะกับการเจริญภาวนามาก สามารถนั่งสมาธิ เดินจรงกรมได้

บรรยากาศภายในถ้ำ หลังจากไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เจริญเมตตาภาวนาแล้ว ออกมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกว่า ได้มาถึงแล้ว

 

 บริเวณวัดมีอยู่หลายถ้ำ ถ้ำนี้เป็นอีกแห่งหนึ่ง ที่มีพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่ด้วย พวกเราไปครั้งนี้ท่านบอกว่า เกิดปาฏิหาริย์ คือพอเข้าไปสักพักหนึ่งก็เกิดมีแสงส่องลอดมาอย่างที่เห็นในภาพซึ่งครั้งก่อนๆ ที่ท่านเข้ามาไม่เคยมีปรากฏการณ์อย่างนี้


ในถ้ำเดียวกันแต่คนละมุม  ภาพที่เห็นด้านหลังเป็นมีลักษณะคล้ายมวยผมของสตรี จึงเรียกว่า ถ้้ำมวยผม


บรรยากาศด้านนอกบริเวณลานวัด ร่มรื่นย์ไปด้วยต้นไม้หลายชนิด พื้นที่ด้านหลังของวัดติดกับภูเขาหินสูง จึงทำให้อากาศดี




ออกจากวัดซับซะอมแล้วก็ไปไหว้รอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาท ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ปวัติศาสตร์ มีความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา เล่ากันว่า มีนายพรานคนหนึ่งพบรอยพระพุทธบาท บนภูเขานี้ เพราะเขายิงเนื้อตัวหนึ่งอาการสาหัสแต่เนื้อตัวนั้นวิ่งเข้ามาในป่าบริเวณนี้สักพักหนึ่งก็วิ่งกลับออกไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  นายพรานจึงสงสัยเลยตามเข้ามาดูว่า กวางเข้ามาในที่นี้แล้วทำไมกลับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเอง พอเข้ามาแล้วเห็นเป็นรอยเท้ามนุษย์ขนาดใหญ่ ภายในร่องของรอยเท้ามีน้ำขังอยู่ใสสะอาด เขาจึงก้มลงดื่ม แล้วเอามือกรอบเอาน้ำมาทากลากและเกลื้อนที่ตัวเขา สักพักหนึ่งกลากและเกลื้อก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจึงสันนิษฐานว่า รอยเท้านี้จะเป็นรอยเท้าใครอื่นไปไม่ได้นอกจากเป็นรอยพระพุทธบาท หรือรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า  จึงได้นำความนี้ไปกราบบังคมทูลให้พระเจ้าแผ่นดินได้ทราบ สมัยนั้นพระเจ้าทรงธรรมเป็นพระราชาปกครองกรุงศรีอยุธยา





ถ่ายภาพก่อนที่จะขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาท




บริเวณรอบมณฑป เป็นสถานที่สามารถเดินเวียนเทียนได้ เนื่องจากอากาศร้อนคนญาติโยมที่ไปไหว้จึงไม่เดิน เพราะทนความร้อนไม่ไหว แต่ทางวัดก็ปูแผ่นยางไว้ให้สำหรับผู้ที่อยากเดิน


ภายในศาลาบำเพ็ญกุศล ทางวัดเปิดโอกาสให้ญาติโยมทั่วไปมาร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา




เข้าไปกราบ บูชา รอยพระพุทธบาท ซึ่งได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี มีญาติโยมเอาทองมาปิดเพื่อขอพร จนมองไม่เห็นพื้นเดิม ที่เป็นหิน 





เมื่อกราบ ไห้วรอยพระพุทธบาทแล้ว ท่านพระครูก็พาเดินลงมาทางบันใด ขึ้น ซึ่งมี ๓ บันได จำลองมาจากเรื่องในพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ คือบันได้เงิน บันไดทอง และบันใดแก้วอยู่ตรงกลาง เป็นบันใดที่พระพุทธองค์เสด็จลง ตรงหัวบันไดเป็นรูปพญานาค ๕ เศียร ทำด้วยทองเหลือง ซึ่งหาไม่ได้ในที่อื่น เพราะส่วนมาก ที่อื่นจะทำด้วยหินทราย

 

โยมวรรษโชว์ภาพรอยพระพุทธบาท ที่เช่าบูชามาไว้บูชาที่บ้าน 


จากนั้นก็ไปที่วัดเขาวงศ์  ซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าเที่ยวชมอีกแห่งหนึ่งเพราะวัดนี้อยู่ติดกับภูเขา บรรยากาศภายในวัด จัดไว้ร่มรื่นย์มาก ท่านพระครูบอกว่า ที่สร้างวัด เดิมเป็นที่ดินมรดกของพระเดชพระคุณพระพรหมสิทธิ (ธงไชย ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ปัจจุบันท่านเป็น เจ้าคณะภาค ๑๑ บริจาคให้สร้างวัด และท่านก็ให้ความอุปถัมภ์อยู่จนถึงทุกวันนี้  วัดนี้สอนกรรมฐานตามแนวมโนยิทธิ ที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำสอน เพราะหลวงตาที่เป็นเจ้าอาวาสเป็นสหธรรมิกของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ



ท่านพระครูติดต่อขอให้อาสาสมัครเอารถนำเที่ยวชมบรรยากาศภายในวัด 



บรรยากาศอีกมุมหนึ่งของวัดเขาวงศ์ พระพุทธรูปสีขาวที่เห็นในภาพ เป็นบริเวณจุดชมวิวภายในวัดด้วย ข้างถัดมาเป็นลานขนาดปานกลางใช้เป็นสถานที่อัพภานกรรมเวลาจัดปริวาสกรรม 






 





แห่งสุดท้ายคือวัดพระพุทธฉาย เป็นพุทธสถานที่มีตำนานอันยาวนาน คำว่า พระพุทธฉาย เป็น รูปเงา ของ พระพุทธเจ้า ที่ติดอยู่หินภูเขา และติดอยู่อย่างนี้ตลอดมา มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเสด็จไปกราบนมัสการหลายพระองค์ นับตั้งแต่สมเด็จ ร.๕ เป็นต้นมา จนถึงรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์เสด็จไปกราบนมัสการ และจารึกลายพระหัตถ์ไว้บนผนังหินภูเขา ด้านข้างของพระพุทธฉาย 

ที่วัดพระพุทธฉายนี้ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งประดิษฐานอยู่บนภูเขา คือ รอยพระพุทธบาทเบื้องขวา แต่ไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับพระพุทธฉาย  ตามตำนานเล่าว่า พระพุทธองค์ทรงเหยียบรอยพระบาทข้างซ้ายที่วัดพระพุทธบาท และเหยียบพระบาทเบื้องขวาที่วัดพระพุทธฉาย ระยะทางห่างกันประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์อะไรถ้าเทียบกับพระบารมีของพระพุทธองค์




วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ภาพบรรยากาศการสอบสารนิพนธ์และวิทยานิพนธ์ ระดับปริญญาเอก ของนิสิตรุ่นที่ ๕ และ ๖

วันนี้ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ มีสอบ ๒ รูป/คน คือ พระมหาบุญเลิศ ธมฺมทสฺสี ป.เอก รุ่น ๖ สอบสารนิพนธ์เล่มแรก วิชาศึกษาเฉพาะเรื่องในพัฒนาการแห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท
ทำนทำเรื่อง "พัฒนาการแห่งจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานในสังคมไทย" โดยเจาะจงศึกษาแนวการปฏิบัติแบบดูจิตของพระมหาเถระชาวไทย ๒ รูป คือ หลวงปู่ดุลย์ และหลวงปู่ชา และพระมหาเถระชาวพม่า ๑ รูป คือ หลวงพ่อภัททันตอาสภมหาเถระ ปรมาจารย์สายพอง ยุบ 

คณะกรรมการสอบประกอบด้วย 
พระราชสิทธมุนี  (บุญชิต ) ประธานกรรมการ
ผศ.ดร. ทัศนีย์  เจนวิถีสุข  กรรมการ
ดร. จุฑามาศ  วารีแสงทิพย์ ที่ปรึกษาและกรรมการ




 พระราชสิทธิมุนี ดร. ทำหน้าที่ประธานกรรมการสอบ ทั้งสองรูป เป็นพระวิปัสสนาจารย์ของบัณฑิตวิทยาลัย โดยเฉพาะพระมหาบุญเลิศ เป็นอาจารย์ประจำของบัณฑิตวิทยาลัย ส่วนที่ปรึกษาสารนิพนธ์ คือ ดร. จุฑามาศ และกรรมการสอบ คือ ผศ.ดร. ทัศนีย์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของท่าน ทีแรกนึกว่า จะมาล้มมวย สมยอมหรือซูเอี๋ยกันประมาณนั้น แต่พอขึ้นเวทีจริงๆ ไม่มีคำว่าเพื่อน ชกแบบสมศักดิ์ศรี แบบว่า สะบักสะบอม พอสมควร



ว่าที่ ดร. พระระพิน ด้วงลอย เพื่อน ป.เอก รุ่น ๕ ที่ทำหน้าที่รายงานข่าวและความเคลื่อนไหวต่างๆ เกี่ยวกับวงการคณะสงฆ์ให้เพื่อนๆ และกัลยาณมิตรทราบ เป็นระยะๆ โดยปกติเป็นคนเก่ง แต่ด้วยความมีน้ำใจกับเพื่อนจึงมัวแต่ช่วยคนโน้นทีคนนี้ที ตัวเองเลยยังไม่จบสมบูรณ์ แต่ก็จะให้ทันรับปริญญาปีหน้าว่างั้น 




ต่อจากพระมหาบุญเลิศ ก็คือ ว่าที่ ดร. สุมาลี วุฒิจินดา ป.เอก รุ่น ๕ สอบจบวิทยานิพนธ์เรื่อง "การพัฒนาการศึกษาแนวพุทธเพื่อการตื่นรู้สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น" 

คณะกรรมการสอบประกอบด้วย
พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ รศ.ดร.) ประธานกรรมการ
พระสุธีธรรมานุวัตร (เทียบ  สิริญาโณ ผศ.ดร.) ประธานที่ปรึกษาและกรรมการ
พระมหาสุทิตย์  อาภากโร  ดร. ที่ปรึกษา และกรรมการ
ศ.ดร. จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ กรรมการ

บรรยากาศเป็นไปแบบเรียบง่าย ส่วนมากเป็นการแนะนำเพื่อให้งานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และให้เวลาปรับแก้ ๖ เดือน 




  อาจารย์ ศ.ดร. จำนงค์ กำลัง แสดงความคิดเห็นและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์  ดร. พระมหาสุทิตย์  ที่ปรึกษากำลังใช้ความคิดว่า จะช่วยนิสิตอย่างไร (ตีความเอาเอง)



เพื่อนๆ เข้าร่วมฟังและให้กำลังใจ เริ่มจากซ้าย ดร.นพ.ปุณวัสส์ กิตติมานนท์ ป.เอก รุ่น ๔, ดร.สุวภรณ์  แนวจำปา เพื่อนร่วมรุ่น, ผศ.ดร. กาญจนา ป.เอก รุ่น ๔.




ความสุขของ สาว ๆ ส่ำน้อย หรือสาวน้อย (ความหมายตีเอาเอง)





  น.ส. ผศ.ดร. ทัศนีย์  เจนวิถีสุข  เพื่อน ป.เอก รุ่น ๖ วันนี้มาทำหน้าที่ เป็นกรรมการสอบด้วย เป็นผู้ฟังและให้กำลังเพื่อนรุ่นพี่ด้วย 





พระศรีคัมภีรญาณ และพระสุธีธรรมานุวัตร เป็นคณบดีบัณฑิตวิยาลัยทั้งคู่ ก่อนหน้านี้ พระศรีคัมภีรญาณ เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สองสมัย แปดปี ได้วางรากฐานไว้เป็นอย่างดีทำให้บัณฑิตวิทยาลัยเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ 

ปัจจุบันพระสุธีธรรมานุวัตร เป็นคณบดี ซึ่งเมื่อตอนพระศรีฯเป็นคณบดีท่านเป็นรองคณบดี  ทั้งคู่ทำหน้าที่เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยได้ดีเยี่ยมใกล้เคียงกัน รูปแรกเน้นสาระและวิชาการ  รูปที่สองเน้นมนุษยสัมพันธ์ เมตตาต่อนิสิต





วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปฐมอธิโลกิกสูตร ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะในโลกนี้


 เมื่อฟังชื่อพระสูตรแล้ว อาจจะสงสัยว่า ธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะของใคร ของบุรุษหรือของสตรี หรือของคนทุกกลุ่ม ขอชี้แจงว่า ตามเนื้อหาของพระสูตรแล้ว กล่าวถึงชัยชนะของสตรีผู้เป็นภรรยา ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วจะเป็นผู้มีชัยชนะต่อสามีของตน หมายความว่า จะยึดจิตใจของสามีไว้ได้ตลอดไป สามีจะไม่มีวันนอกใจเด็ดขาด ภรรยาจะสามารถยึดจิตใจของสามีไว้ได้ ต้องประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ 
๑) จัดการงานดี 
๒) สงเคราะห์คนข้างเคียงดี (คนข้างเคียงของตนด้วยของสามีด้วย)
๓) ปฏิบัติถูกใจสามี
๔) รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ไม่ให้เสียหาย
ภรรยาที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ จะเป็นผู้มีชัยชนะในโลกนี้ ส่วนชัยชนะในโลกหน้า พระพุทธองค์ตรัสว่า ต้องประกอบด้วยธรรม ๔ ประการเหล่านี้ คือ 
๑) มีศรัทธา สัทธาสัมปทา
๒) มีศีล สีลสัมปทา
๓) มีการเสียสละแบ่งปัน จาคสัมปทา
๔) มีปัญญา ปัญญาสัมปทา


ในทางตรงกันข้าม ถ้าบุรุษผู้เป็นสามีปฏิบัติอย่างนี้ต่อภรรยาของตนก็จะสามารถยึดจิตใจของภรรยาไว้ได้ตลอดไปเช่นเดียวกัน คือ จัดแจงการงานดี สงเคราะห์คนสข้างเคียงดี (คนข้างเคียงของตนด้วยของภรรยาด้วย)   ปฏิบัติถูกใจภรรยา และมอบทรัพย์ที่หามาได้ให้ภรรยารักษาไว้  ส่วนชัยชนะในโลกหน้ามีนัยเช่นเดียวกัน



พระสูตรนี้อยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับ มหาจุฬาฯ เล่มที่ ๒๓ ข้อ ๔๙ หน้า ๑๗๕-๑๗๗.

๙. ปฐมอิธโลกิกสูตร
ว่าด้วยธรรมที่เป็นไปเพื่อชัยชนะในโลกนี้ สูตรที่ ๑
[๔๙]    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขา- มิคารมาตา ในบุพพาราม เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมาตาเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ แล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
“วิสาขา มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกนี้ ปรารภโลกนี้๑
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
มาตุคามในโลกนี้
          ๑.       จัดการงานดี     ๒.       สงเคราะห์คนข้างเคียง
          ๓.       ปฏิบัติถูกใจสามี ๔.       รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
มาตุคามผู้จัดการงานดี เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นคนขยัน ไม่เกียจคร้านในการงานภายในบ้านสามี คือ การทอผ้าขนสัตว์ หรือผ้าฝ้าย ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอันเป็นอุบาย ในการงานเหล่านั้น สามารถทำ สามารถจัดได้
มาตุคามผู้จัดการงานดี เป็นอย่างนี้แล
มาตุคามผู้สงเคราะห์คนข้างเคียง เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้รู้จักการงานที่คนในบ้านสามี คือ ทาส คนใช้ หรือกรรมกรว่าทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ รู้อาการของคนเหล่านั้นที่เป็ไข้ว่าดีขึ้นหรือทรุดลง และแบ่งปันของกิน ของใช้ให้ตามส่วนที่ควร
มาตุคามผู้สงเคราะห์คนข้างเคียง เป็นอย่างนี้แล
มาตุคามปฏิบัติถูกใจสามี เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้ไม่ล่วงละเมิดสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของสามี แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต
มาตุคามปฏิบัติถูกใจสามี เป็นอย่างนี้แล
มาตุคามรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้รักษาคุ้มครองสิ่งที่สามีหามาได้ เป็นทรัพย์ ข้าว เงิน หรือทองก็ตาม ไม่เป็นนักเลงการพนัน ไม่เป็นขโมย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ผลาญทรัพย์สมบัติ
มาตุคามรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ เป็นอย่างนี้แล
วิสาขา มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกนี้ ปรารภโลกนี้
วิสาขา มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกหน้า ปรารภโลกหน้า
ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ
มาตุคามในโลกนี้
          ๑.       ถึงพร้อมด้วยศรัทธา      ๒.       ถึงพร้อมด้วยศีล
          ๓.       ถึงพร้อมด้วยจาคะ        ๔.       ถึงพร้อมด้วยปัญญา
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อปัญญาตรัสรู้ของตถาคตว่า “แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค”
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็นอย่างนี้แล
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นอย่างนี้แล
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้มีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน มีจาคะอันสละแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการแจกทาน อยู่ครองเรือน
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ เป็นอย่างนี้แล
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นอย่างไร
คือ มาตุคามในโลกนี้เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นทั้งความเกิดและความดับอันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ
มาตุคามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นอย่างนี้แล
วิสาขา มาตุคามประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกหน้า ปรารภโลกหน้า”
          ภรรยาเป็นผู้จัดการงานดี
          สงเคราะห์คนข้างเคียง ปฏิบัติถูกใจสามี
          รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
          เป็นผู้มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล
          รู้ความประสงค์ของผู้ขอ๑ ปราศจากความตระหนี่
          ชำระทางแห่งประโยชน์ที่มีอยู่ในชาติหน้าอยู่เป็นนิตย์
          ธรรม ๘ ประการดังกล่าวมานี้ มีอยู่แก่สตรีใด
          สตรีนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า
          “ผู้มีศีล ตั้งอยู่ในธรรม กล่าวคำสัตย์”
          อุบาสิกาเช่นนั้นผู้ถึงพร้อมด้วยอาการ ๑๖ อย่าง
          ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ เป็นผู้มีศีล
          ย่อมเกิดในเทวโลกชื่อว่ามนาปกายิกะ
ปฐมอิธโลกิกสูตรที่ ๙ จบ[1]




[1] องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๔๙/๑๗๕-๑๗๗.