วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

ประมวลภาพงานย่อช่อฟ้าศาลาโบสถ์วัดดอนทองวราราม ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕ (๒)


หลวงพ่อทักทายญาติโยมและพระเถระที่มาร่วมพิธี  ตามธรรมเนียม  โบราณเชื่อว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ มาเยี่ยมสถานที่ ถือว่าเป็นมงคลแก่สถานที่และชุมชน ภาษาอีสานว่า ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง จะเป็นสิริมงคล
ได้เห็นก็เป็นบุญตา  ได้เจรจาปราศัยก็เป็นบุญปาก  ได้อุปถัมภ์อุปฐากก็เป็นบุญใจ 




นำพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขึ้นไปบนศาลาโบสถ์เพื่อบูชาพระรัตนตรัย และรับการทำสามีจิกรรม  จากคณะพระภิกษุ สามเณร ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอริยวินัย


พระเดชพระคุณหลวงพ่อ จุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย ก่อนจะเป็นประธานนำเจริญพระพุทธมนต์




พายายราตรี และลูก ๆ หลาน ๆ จบเครื่องไทยทาน ตั้งจิตอธิษฐาน ก่อนจะนำไปถวายสงฆ์หมู่ใหญ่
  


คณะญาติโยม  จากอำเภอป่าติ้ว  ยโสธร  นำต้นดอกไม้เงินมาทอดถวายสมทบ นำโดย คุณพ่อบุญมา  ฤทธิ์มนตรี (เสื้อสีชมพูเป็นคนบ้านดอนหัน ไปมีครอบครัวอยู่ที่นั่น เป็นหลานชายของยายจันทร์  ยุบลมาตย์ และเหลนของยายทวดจั้น  ยุบลชู)


นายพัฒนพล  คำกมล เป็นพี่ชายของผู้เขียน จบ ป.ธ. ๔, พุทธศาสตรบัณฑิต พธ.บ. (การเมืองการปกครอง) วิทยาเขตขอนแก่น, การศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต กศ.ม. มหาวิทยามหาสารคาม อยู่กับหลวงพ่อวัดหนองแวงตั้งแต่เป็นสามเณรจนบวชพระ หลวงพ่อว่าจะขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสให้ กลัวไม่ได้ลาสิกขา จึงขอลาหลวงพ่อไปปฏิบัติศาสนกิจ ที่อำเภอภูเวียง แล้วถือโอกาสลาสิกขาที่นั่น
  ปัจจุบันเป็นนักวิชาการกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลุ่ม ๑๑ สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีครอบครัวอยู่ที่ บุรีรัมย์ แต่งงานกับนางนวพร  คำกมล ครูโรงเรียนอนุบาลห้วยราช 
กำลังบันทึกภาพวีดีโอ ไว้เป็นที่ระลึก เพราะนาน ๆ ปี จะมีงานอย่างนี้สักครั้งหนึ่ง  วัดดอนทอง กว่าจะได้ทำพิธีฉลองยกช่อฟ้า ก็ใช้เวลาสร้างถึง ๑๐ ปี   




ภาพภายในศาลาโบสถ์ที่เตรียมไว้ต้อนรับพระสงฆ์และญาติโยม ศาลาโบสถ์หลังนี้ ขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๔๐ เมตร  ปรัชญาในการสร้างโบสถ์คือ โบสถ์หรืออุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานภายในวัด จึงควรให้ใหญ่กว่าอาคารอื่น ๆ และขณะเดียวกันก็สามารถประกอบศาสนกิจได้ทุกอย่าง 



ภาพศาลาโบสถ์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก  มีมุขหันหน้าไปทางทิศเหนือ 


ภาพประตูโขง  หน้าวัด ถ่ายจากหน้าศาลาโบสถ์  เป็นภาพที่สวยงาม เห็นแล้วเกิดความปีติยินดี 





ภาพประดับธงทิวและธงแผ่นผ้า ดูทีไรก็ชื่นใจทุกครั้งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก  ได้เห็นก็เป็นบุญตา


ผ้าป่าลอยฟ้า เปิดโอกาสให้ญาติโยมทำบุญผ้าลอยฟ้า ด้วยการเอาปัจจัยไปติดไว้กับสริงที่ใช้ยกช่อฟ้า เป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ถือเอาคำว่า ฟ้า คือที่สูงและไม่เคยตกต่ำ เชื่อกันว่า ถ้าได้ทำบุญยกช่อฟ้าแล้ว ชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง ตลอดไป









ภาพพุทธประวัติตอนพระพุทธองค์เทศน์โปรดปัญจวัคคีย์ เป็นการประกาศพระศาสนาครั้งแรก หรือภาษาสมัยใหม่ เรียกว่า ประกาศหรือเสนอทฤษฎีใหม่  เพื่อความพ้นจากทุกข์ คือ การเกิด  การเจ็บ การแก่ และการตาย ทฤษฎีนั้น คือ ทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) 

เรื่องของสุนัขกตัญญูต่อเจ้าของ


เรื่องทำนองนี้มีปรากฏในอรรถกถาธรรมบท ภาคที่ ๒ เรื่องนางสามาวดี เกี่ยวกับสุนัข มีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ละวันสุนัขจะไปที่กุฏิของพระปัจเจกพุทธเจ้ากับเจ้าของ เพื่อนิมนต์ท่านมารับอาหารบิณฑบาต เวลาเดินไปในระหว่างทาง ที่ตรงไหนเป็นพุ่มไม้น่าสงสัยว่าจะมีสัตว์ร้ายอยู่ เจ้าของสุนัขก็จะเอาไม้ตีพุ่มไม้เพื่อไล่สัตว์ร้ายให้หนีไป  พอไปถึงกุฏิพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็จะไปเคาะประตูเพื่อให้ท่านทราบว่ามาถึงแล้ว  เมื่อท่านพร้อมแล้วก็จะพาท่านเดินมาตามทาง  จนถึงบ้านแล้วถวายอาหารบิณฑบาต ทำอย่างนี้ประจำ  จนสุนัขจำทางและการกระทำต่าง ๆ ได้ ต่อมาถ้าวันไหนเจ้าของไปไม่ได้คือติดทำธุระอย่างอื่นอยู่ก็จะส่งสุนัขไปนิมนต์ท่านแทน  สุนัขตัวนั้นก็จะทำตามที่เจ้าของทำ คือ ไปถึงตรงที่พุ่มไม้ ที่เจ้าเอาไม้ตีไล่สัตว์ร้าย ก็จะยืนเห่า เพื่อไล่สัตว์ไป  พอไปถึงกุฏิของพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็จะไปยืนเห่าอยู่ใกล้ ๆ ประตูเพื่อให้ท่านทราบว่า ตนมารับแล้ว  และขณะที่เดินมาที่บ้าน บางวันพระปัจเจกพุทธเจ้า แกล้งทำเป็นเดินออกนอกทาง  สุนัขก็จะวิ่งไปคาบชายจีวร  ดึงท่านกลับมาสู่ทางเดิม  เป็นการแสดงความรัก ความเอ็นดูแก่กันและกันระหว่างพระปัจเจกพุทธเจ้า กับสุนัข  

สุนัขทำอยู่อย่างนี้เป็นเวลาหลายเดือน  จนอยู่มาวันหนึ่งเมื่อปวารณาออกพรรษาแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องการจะกลับไปอยู่ถิ่นเดิมของท่าน คือภูเขาคันธมาท เมื่อรับอาหารบิณฑบาตแล้วจึงกล่าวลาโยม  สุนัขก็นั่งฟังอยู่ใกล้ ๆ คงจะพอทราบความหมาย ว่าคุยระไรกัน  หลังร่ำลากันแล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เหาะไปภูเขาคันธมาท สุนัขเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ไปจากอย่างนั้นก็อดกลั้นความอาลัยในท่านไม่ไหวจึงขาดใจตายลงตรงนั้น  แล้วไปเกิดเป็นเทพบุตรบนสวรรค์  ได้ชื่อ โฆสกเทพบุตร แปลว่า เทพบุตรผู้มีเสียงกึกก้อง  ด้วยอานิสงส์ที่เห่าไล่สัตว์ให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า  และต่อมาเทพบุตรนั้นก็ได้รับตำแหน่งเป็นโฆษก ประจำสวรรค์

แต่เรื่องของสุนัขที่นำมาเสนอนี้ เป็นสุนัขที่ยังมีชีวิตในปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่ง

 
เป็นที่กล่าวขานชื่นชมของชาวบ้านหมู่ชาวบ้านรัตนโกสินทร์ 200ปี ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานีเป็นอย่างมาก หลังมีสุนัขพันธุ์โกลเด้นตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นเด็กวัด คอยลากรถเข็นช่วยพระบิณฑบาตรในย่านดังกล่าวเป็นประจำ
จากการสอบถาม พระหนูที สุตตธัมโม อายุ 56 ปี พระลูกวัดจันทราทิพย์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งได้เดินทางมาธุดงค์ที่ จ.ปทุมธานี ทราบว่า สุนัขตัวดังกล่าวมีชื่อว่า สมหวัง โดยตนเลี้ยงมันมาได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว หลังมีฝรั่งนำมาถวายให้กับทางวัด
ขณะที่มาอยู่วัดใหม่ๆ เจ้าสมหวังมักออกเดินไปกับตนด้วยทุกวัน เมื่อถึงเวลามันก็มักจะมาเห่าเรียกทุกเช้า โดยจะไปคาบถังเพื่อใส่อาหาร ต่อมาจึงคิดทำล้อเลื่อนให้กับมัน เพื่อให้เดินไปไหนมาไหนสะดวก ซึ่งมันก็ชอบใจเป็นอย่างมาก
สาเหตุที่ตนและเจ้าสมหวังผ่านมาย่านรังสิตนั้น เนื่องจากหลังออกพรรษาตนได้ออกเดินธุดงค์ทั่วประเทศ จึงนำเจ้าสมหวังและรถล้อเลื่อนคันนี้มาด้วย
เจ้าสมหวังก็ทำหน้าที่ของมันได้ไม่บกพร่อง และไม่ตื่นกลัวใครแม้จะต้องย้ายที่ไปเรื่อยๆ ก็ตาม
ข้อมูลโดย :  www.talkystory.com/

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

ประมวลภาพงานย่อช่อฟ้าศาลาโบสถ์วัดดอนทองวราราม ๑๕ เมษายน ๒๕๕๔




พิธียกช่อฟ้าเริ่มขึ้น ประธานฝ่ายสงฆ์นำโดยพระเดชพระคุณพระเทพวงศาจารย์  ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๙ เจ้าอาวาสวัดหนองแวง  พระอารามหลวง ขอนแก่น  ฝ่ายฆราวาสนำโดย ส.ส. บุญรื่น  ศรีธเรศ  ส.ส. นิพนธ์  ศรีธเรศ และชาวบ้าน
 




คณะพระภิกษุสามเณรเข้าแถวต้อนรับ ประธานฝ่ายสงฆ์ พระเดชพระคุณพระเทพวงศาจารย์ (หลวงพ่อคูณ  ขนฺติโก)
 

ต้อนรับปฏิสันถาน พระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายปกครอง ในจังหวัด ที่เห็นในภาพ คือ พระครูอนุสรธรรมคุณ รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์  เจ้าอาวาสวัดอร่ามมงคล  ยางตลาด 
 




คณะสงฆ์ให้การต้อนรับปฏิสันถาน พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเทพวงศาจารย์ ประธานในพิธี

 

 


พระเดชพระคุณพระราชศีลโสภิต  รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์  เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธมงคล
 

ญาติโยมเข้าแถวต้อนรับหลวงพ่อประธานด้วย คนแรกคงไม่ต้องแนะนำเพราะแนะนำบ่อยครั้งแล้ว ส่วนคนที่สองแม่สายทอง ศิริภักดิ์ อุบาสิกาประจำวัดดอนทอง
 
 


พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ จำนวน ๕๐ รูปเจริญพระพุทธมนต์  และพระสงฆ์ สามเณร จำนวน ๑๐๐ รูปมาร่วมพิธี
 


ภาพบรรยากาศบริเวณศาลาโบสถ์และลานวัด ถูกประดับด้วยผ้าอย่างสวยงาม ซึ่งได้รับความอุปถัมภ์จากโรงงานทอผ้า สุขสวัสดิ์การทอ โดยคุณพ่อสุข  คุณแม่อมร  ยุบลชู 

 






ภาพฝาผนัง แสดงภาพพุทธประวัติ และภาพเวสส้นดรชาดก
 


คุณยายราตรี สง่าชาติ นำลูกสาว ลูกเขย  และหลานชาย หลานสาว ไปร่วมงานกันพร้อมหน้า เป็นภาพที่น่าอนุโมทนา
ที่เห็นในภาพคือ น้องแชมป์  นายชูชนม์ หลานชาย คนโต และน้องแบ๊งค์  นายปาลพงษ์  หลานชายคนเล็ก 


วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

คลิปพระตื่นบั้งพลุ



คลิปขำ ๆ คลายเครียด



พระตกใจ ไม่น่าเชื่อแต่เป็นเรื่องจริง สาเหตุเกิดมาจากเสียพลุ ตอนแรก เสียงบั้งไฟเล็ก ก็ทำให้หลวงพ่อรูปที่ห่มผ้าสีเหลือง สะดุ้งหน่อยหนึ่งแล้ว พอเสียงพลุดังขึ้น ทั้งหลวงพ่อสีเหลือง สีกรัก ก็ตกใจพร้อมกัน เลยทำให้เสียสมณสารูปไปบ้างนิดหน่อย แต่ที่น่าขำอีกก็คือโยม ก็อดไม่ได้เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ธรรมในอรรถกถาธรรมบท เรื่องนางสุมนาเทวี (ธิดาของอนาถปิณฑิกเศรษฐี)


เรื่องนี้ค่อนข้างยาวแต่อ่านแล้วสนุกได้ข้อคิดดี ๆ หลายอย่าง สรุปเนื้อหาโดยย่อก็คือ คนทำความดี จะได้รับความสุข ความเพลิดเพลินบันเทิงใจทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า นางสุมนาเทวี เป็นธิดาของอนาถปิณฑิกเศรษฐี  ได้สำเร็จเป็นพระสกทาคามี ตอนใกล้จะตายจึงเรียกพ่อของตัวเองที่เป็นพระโสดาบันว่า น้องชาย  พ่อไม่รู้ว่าลูกสาวเป็นพระสกทาคามี คิดว่า ลูกสาวเพ้อหลงสติตอนใกล้จะตาย เลยเกิดความเสียใจ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสความจริงให้ฟัง เศรษฐีจึงมีจิตใจเบิกบานขึ้น
อรรถกถาธรรมบทเรื่องนี้บอกให้รู้ว่า พระอริยบุคคลขั้นสูงจะรู้จักพระอริยบุคคลที่ต่ำกว่าตัวเอง เปรียบเหมือนกับคนที่อยู่บนต้นไม้จะมองเห็นคนที่ยืนอยู่บนพื้นดิน  แต่คนที่ยืนอยู่บนพื้นดินจะมองไม่เห็นคนอยู่บนต้นไม้


อรรถกถาธรรมบท เรื่องนี้อยู่ในภาคที่ ๑ (อรรถกถาธรรมบทมีอยู่ ๘ ภาค)

๑๓. เรื่องนางสุมนาเทวี [๑๓]
 [ข้อความเบื้องต้น]
 พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภนางสุมนาเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติเป็นต้น.
[อบรมลูกหลานให้รับหน้าที่ของตน]
 ความพิสดารว่า ภิกษุสองพันรูป ย่อมฉันในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีในกรุงสาวัตถีทุกวัน, ในเรือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาเช่นนั้น. ก็บุคคลใด ๆ ในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ประสงค์จะถวายทาน, บุคคลนั้น ๆ ต้องได้โอกาสของท่านทั้ง ๒นั้นก่อนแล้ว จึงทำได้. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะคนอื่น ๆ ถามว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือนางวิสาขา มาสู่โรงทานของท่านแล้วหรือ? เมื่อเขาตอบว่าไม่ได้มา, ย่อมติเตียน แม้ทานอันบุคคลสละทรัพย์ตั้งแสนแล้วทำว่า นี่ชื่อว่าทานอะไร ?. เพราะท่านทั้ง ๒นั้น ย่อมรู้จักความชอบใจของภิกษุสงฆ์และกิจอันสมควรแก่ภิกษุสงฆ์. เมื่อท่านทั้ง ๒นั้นอยู่, พวกภิกษุย่อมฉันได้ตามพอใจทีเดียว. เพราะฉะนั้น ทุก ๆ คนที่ประสงค์จะถวายทาน จึงเชิญท่านทั้ง ๒นั้นไป. ท่านทั้ง ๒นั้นย่อมไม่ได้เพื่อจะอังคาสภิกษุทั้งหลายในเรือนของตน ด้วยเหตุนี้. เพราะเหตุนั้น นางวิสาขา เมื่อใคร่ครวญว่า ใครหนอแล ? จักดำรง ในหน้าที่ของเรา เลี้ยงภิกษุสงฆ์, เห็นธิดาของบุตรแล้ว จึงตั้งเขา ไว้ในหน้าที่ของตน. นางอังคาสภิกษุสงฆ์ในเรือนของนางวิสาขานั้น. ถึงท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ตั้งธิดาคนใหญ่ ชื่อมหาสุภัททาไว้. ก็นางมหาสุภัททานั้น ทำการขวนขวายแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่(และ) ฟังธรรมอยู่ เป็นพระโสดาบันแล้ว ได้ไปสู่สกุลแห่งสามี. แต่นั้น ท่านอนาถบิณฑิกะ ก็ตั้งนางจุลสุภัททา (แทน). แม้นางจุลสุภัททานั้น ก็ทำอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นพระโสดาบันแล้วก็ไปสู่สกุลแห่งสามี. ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกะ จึงตั้งธิดาคนเล็กนามว่าสุมนาเทวี (แทน) .
[นางสุมนาป่วยเรียกบิดาว่าน้องชาย]
 ก็นางสุมนาเทวีนั้น ฟังธรรมแล้ว บรรลุสกทาคามิผล ยังเป็นกุมาริกา (รุ่นสาว) อยู่เทียว, กระสับกระส่ายด้วยความไม่ผาสุกเห็นปานนั้น ตัดอาหาร มีความประสงค์จะเห็นบิดา จึงให้เชิญมา. ท่านเศรษฐีนั้น พอได้ยินข่าวของธิดาในโรงทานแห่งหนึ่ง ก็มาหาแล้วพูดว่า เป็นอะไรหรือ ? แม่สุมนา. ธิดานั้น ตอบบิดาว่าอะไรเล่า ? น้องชาย.
บ. เจ้าเพ้อไปหรือ ? แม่.
ธ. ไม่เพ้อ น้องชาย.
บ. เจ้ากลัวหรือ ? แม่.
ธ. ไม่กลัว น้องชาย.
แต่พอนางสุมนาเทวี กล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็ได้ทำกาละแล้ว.
[ท่านเศรษฐีผู้บิดาร้องไห้ไปทูลพระศาสดา]
 ท่านเศรษฐีนั้น แม้เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถจะกลั้นความโศกอันเกิดในธิดาได้ ให้ทำการปลงศพของธิดาเสร็จแล้ว ร้องไห้ ไปสู่สำนักพระศาสดา, เมื่อพระองค์ตรัสว่า คฤหบดี ทำไม่ ?ท่านจึงมีทุกข์ เสียใจ มีหน้าอาบไปด้วยน้ำตา ร้องไห้ มาแล้ว จึงกราบทูลว่า นางสุมนาเทวี ธิดาของข้าพระองค์ ทำกาละเสียแล้วพระเจ้าข้า.
ศ. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ? ท่านจึงโศก, ความตาย ย่อมเป็นไปโดยส่วนเดียวแก่สรรพสัตว์ มิใช่หรือ ?
อ. ข้าพระองค์ทราบข้อนั้นพระเจ้าข้า แต่ธิดาของข้าพระองค์ถึงพร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะเห็นปานนี้, ในเวลาจวนตาย นางไม่สามารถคุมสติไว้ได้เลย บ่นเพ้อตายไปแล้ว, ด้วยเหตุนั้น โทมนัสไม่น้อย จึงเกิดแก่ข้าพระองค์.
ศ. มหาเศรษฐี ก็นางพูดอะไรเล่า ?
อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เรียกนางว่า เป็นอะไรหรือ ? สุมนา  ทีนั้น นางก็กล่าวกะข้าพระองค์ว่า อะไร ? น้องชาย ?แต่นั้น เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า เจ้าเพ้อไปหรือ ? แม่ ก็ตอบว่าไม่เพ้อ น้องชาย เมื่อข้าพระองค์ถามว่า เจ้ากลัวหรือ ? แม้ก็ตอบว่า ไม่กลัว น้องชาย เมื่อข้าพระองค์ถามว่า  เจ้ากลัวหรือ ? แม่ก็ตอบว่า ไม่กลัว น้องชาย พอกล่าวได้เท่านี้ก็ทำกาละแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า มหาเศรษฐี ธิดาของท่าน จะได้เพ้อก็หามิได้. อ. เมื่อเช่นนั้น เหตุไร ? นางจึงพูดอย่างนั้น.
ศ. เพราะท่านเป็นน้องนางจริง ๆ (นางจึงพูดอย่างนั้นกะท่าน), คฤหบดี ก็ธิดาของท่านเป็นใหญ่กว่าท่านโดยมรรคและผล, เพราะท่านเป็นเพียงโสดาบัน, ส่วนธิดาของท่านเป็นสกทาคามินี, เพราะนางเป็นใหญ่โดยมรรคและผล นางจึงกล่าวอย่างนั้นกะท่าน.
อ. อย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า.
ศ. อย่างนั้น คฤหบดี.
อ. เวลานี้นางเกิดที่ไหน พระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาตรัสว่า ในภพดุสิต คฤหบดี ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลว่า ธิดาของข้าพระองค์เที่ยวเพลิดเพลินอยู่ในระหว่างหมู่ญาติในโลกนี้ แม้ไปจากโลกนี้แล้ว ก็เกิดในที่ ๆ เพลิดเพลินเหมือนกันหรือ ? พระเจ้าข้า.
[คนทำบุญย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้ง ๒]
 ทีนั้น พระศาสดาตรัสกะเศรษฐีนั้นว่า อย่างนั้น คฤหบดีธรรมดาผู้ไม่ประมาท เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้และโลกหน้าแท้ ดังนี้แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้, ละไปแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน เขาย่อมเพลิดเพลิน ในโลกนี้ ๒, เขาย่อมเพลิดเพลินว่า เราทำบุญ ไว้แล้ว, ไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลินยิ่ง ๆ ขึ้นไป. 
เรื่องนางสุมนาเทวี จบ.

 

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

กุลสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตระกูลประสบบุญ

           วันนี้นำเอา "กุลสูตร" 
ซึ่งเป็นพระสูตรที่ว่าด้วยเหตุให้ตระกูลประสบบุญ  มาเสนอ ให้ญาติธรรมและกัลยาณมิตรทั้งหลายได้อ่าน  เพื่อเพิ่มบุญเพิ่มกุศล ตามสมควรแก่สติปัญญา


ความย่อของพระสูตรว่า

      เมื่อใดก็ตามที่พระภิกษุหรือนักบวชผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาที่บ้าน เจ้าของบ้านจะได้บุญมาก ถ้าประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการนี้ คือ 

๑) ถ้ามีจิตเลื่อมใส  จะได้ไปเกิดในสวรรค์
๒) ถ้าลุกขึ้นต้อนรับ จัดที่นั่งถวาย แล้วกราบไหว้ด้วยความเคารพ  
    จะได้เกิดในตระกูลสูง
๓) ถ้าขจัดความตระหนี่ในใจได้ จะเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ มียศใหญ่ 
๔) ถ้าจัดของถวายตามกำลังหรือตามฐานะของตน  จะเป็นคนร่ำรวย
    มีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือกินเหลือใช้
๕) ถ้าสอบถามธรรมะ หรือถามข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ดีงาม  จะเป็นคน
    มีสติ  มีปัญญา

 พระสูตรนี้อยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต


   ๙. กุลสูตร
            ว่าด้วยเหตุให้ตระกูลประสพบุญ

            [๑๙๙]    ภิกษุทั้งหลาย    บรรพชิตผู้มีศีลทั้งหลาย    เข้าไปยังตระกูลใด    พวก
มนุษย์ในตระกูลนั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมากโดยฐานะ    ๕    ประการ
            ฐานะ    ๕    ประการ    อะไรบ้าง    คือ
                        ๑.    สมัยใด    เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูล    พวกมนุษย์เห็นแล้วมี
                                  จิตเลื่อมใส    สมัยนั้น    ตระกูลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็น
                                  ไปเพื่อเกิดในสวรรค์
                        ๒.    สมัยใด    เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูล    พวกมนุษย์ลุกรับ
                                  อภิวาท    ถวายอาสนะ    สมัยนั้น    ตระกูลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทา
                                  ที่ยังสัตว์ให้เป็นไปเพื่อเกิดในตระกูลสูง
                        ๓.    สมัยใด    เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูล    พวกมนุษย์กำจัดมลทิน
                                  คือความตระหนี่ได้    สมัยนั้น    ตระกูลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์
                                  ให้เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่
                        ๔.    สมัยใด    เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูล    พวกมนุษย์จัดของถวาย
                                  ตามความสามารถ    ตามกำลัง    สมัยนั้น    ตระกูลนั้นชื่อว่าปฏิบัติ
                                  ปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีโภคทรัพย์มาก
                        ๕.    สมัยใด    เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูล    พวกมนุษย์ไต่ถาม
                                  สอบถามฟังธรรม    สมัยนั้น    ตระกูลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์
                                  ให้เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก
            ภิกษุทั้งหลาย    บรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูลใด    พวกมนุษย์ในตระกูลนั้น
ย่อมประสพบุญเป็นอันมากโดยฐานะ    ๕    ประการนี้แล
                  กุลสูตรที่ ๙ จบ


วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ภาพบรรยากาศการพับบลิคเฮียริ่ง (การรับฟังสาธารณะวิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต หรือ ปริญญาเอก ของ ม.มจร.) ๑๓ ม.ค. ๕๕

 
วันนี้มีการพับบลิค ๒ ท่าน คนแรก คือนางวรพิมพ์สุข  ผ่องสมัย นิสิต ป.เอก. รุ่น ๖ แบบ ๒.๑ เรื่อง "การศึกษากระบวนการพัฒนาจิตของผู้ต้องขังหญิง  ในทัณฑสถานหญิงกลางตามหลักพุทธธรรม"

คนที่สอง คือ น.ส. สุวภรณ์  แนวจำปา  นิสิต ป.เอก. รุ่น ๕ แบบ ๒.๑ เรื่อง "การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายใกล้ตายเชิงพุทธบูรณาการ" 





 อาจารย์เจ้าคุณพระสุธีธรรมานุวัตร  (เทียบ  สิริญาโณ)  คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนา  ได้รับคำชมเชยจากนิสิตว่า เป็นพระอาจารย์ที่ประกอบด้วยเมตตาต่อนิสิตมาก  



 ที่กำลังนำเสนองานอยู่ คือ นางวรพิมพ์สุข  ผ่องสมัย  ว่ากันว่า เจ้าตัวเป็นไฮโซ ประจำรุ่น เพราะเธอจะสวยตลอดเวลา เครื่องประดับก็เพรียบ ทั้งตุ้มหูและแหวน (เพชรทั้งนั้น)
 

ภาพเพื่อน ๆ ที่ไปให้กำลังใจ  เพราะรุ่น ๕ กับรุ่น ๖ เหมือนเป็นพี่น้องกันอย่างใกล้ชิด มีอะไรก็ปรึกษาหารือกัน แถวหน้า ซ้ายมือ คือ ผศ. ทัศนีย์  เจนวิถีสุข (หนอย) คนกลาง คือ น.ส. อรทัย มีแสง (เจี๊ยบ) ทั้งสอง เป็นรุ่นที่ ๖ คนที่สาม คือนางเอื้ออร  ชลวร (เม่า) รุ่นที่ ๕




ที่กำลังนำเสนองาน คือ น.ส. สุวภรณ์  แนวจำปา  เพื่อน ป.เอก. รุ่น ๕ รุ่นเดียวกัน  เป็นพยาบาลวิชาชีพ ปัจจุบันทำงานอยู่ที่ กระทรวงสาธารณสุข


 อาจารย์ที่มาวิจารณ์ คนแรก  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ. สันต์  หัตถีรัตน์  จาก รพ. รามา  คนที่สอง คือ ดร. ศักดิ์ชัย  อนันต์ตรีชัย  เป็น นิสิต ป.เอก รุ่น ๓ ของ มจร. ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่ สถาบันปัญญาศึกษา ม.มหิดล




เพื่อนพระนิสิต ป.เอก. รุ่น ๕ เข้าร่วมให้กำลังใจ ประกอบด้วย พระมหาสมพงษ์ สนฺตจิตฺโต  (ผ้าเหลืองทอง) พระระพิน  พุทฺธิสาโร (ผ้าสีราชานิยม) 



เพื่อน ๆ และ คณาจารย์เข้าร่วมฟัง แถวหน้า ดร. ศศิวรรณ กำลังสินเสริม จบ ดร. จาก มจร. อาจารย์พิเศษ มจร. ดร. วุฒินันท์ กันทะเตียน  จบ ดร. จาก มจร. ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่ ม.มหิดล   แถวที่สอง ดร.นพ. ปุณณวัสณ์  กิตติมานนท์ ป.เอกรุ่น ๔ เพิ่งจบ ยังไม่ได้รับปริญญา  ผศ. ดร. กาญจนา (พี่หมู) ของน้อง ๆ ป.เอก รุ่น ๔ เช่นเดียวกัน  ส่วนคนที่กำลังเตรียมเก็บภาพ คือคุณอุดม เจ้าหน้าที่ของ บัณฑิตวิทยาลัย ผู้ประสานงานเกี่ยวกับ การจัดสัมมนา  และสอบสารนิพนธ์และวิทยานิพนธ์



ดร. แม่ชีกฤษณา  รักษาโฉม  อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย  เป็นตัวแทน คณบดี  กล่าวปิดการสัมมนา






วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

ภาพหลวงพ่อพระพุทธเมตตา ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย









เป็นที่ยอมรับว่า พระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปที่สวยงามองค์หนึ่ง และเป็นที่เลี่ยงลือในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ชาวพุทธทั่วโลกที่ไปนมัสการสังเวชนียสถาน ที่อินเดีย ต้องแวะไปกราบขอพร จากพระพุทธเมตตาก่อน จึงจะเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ต่อไป 


ที่วัดดอนทองวราราม ก็มีพระพุทธเมตตา จำลอง ๑ องค์ สร้างไว้เพื่อเป็นที่สักการะบูชา แก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป ปีนี้ทางวัดจะย้ายฐานที่ประดิษฐานใหม่โดยจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ให้เหมือนกันกับพระพุทธชินราช (จำลอง) ในศาลาโบสถ์ และพระพุทธชินราช (จำลอง) ประจำลานธรรม ที่จะทำพิธีเททองหล่อในวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ 


ปีนี้เป็นปีที่พระพุทธศาสนามีอายุครบ ๒๖๐๐ ปี นับรวมกับปีที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ชาวพุทธทั่วโลกจึงจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่  ประเทศไทยก็ได้รับมอบหมายจากชาวพุทธทั่วโลกให้จัดงานวันวิสาขบูชาโลกด้วย และถือโอกาสจัดงานฉลองครบ ๒๖๐๐ ปีด้วย ซึ่งตั้งชื่องานอย่างไพเราะว่า "สัมพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี"



อ่านข่าวเพิ่มเติม ได้ตามมติของ มส. ข้างล่างนี้

มส. มีมติให้จัดงานฉลองสัมพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยจะเสนอเรื่องไปยังรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพ พร้อมให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการ

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีมติให้จัดงานฉลองสัมพุทธชยันตี 2
,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยจะเสนอเรื่องไปยังรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพ พร้อมให้มีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการโดยมีมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ส่วนการจัดงานแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 1.ด้านการปฏิบัติบูชา มุ่งส่งเสริมการปฏิบัติธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนตั้งแต่ระดับครอบครัวและชุมชน โดยใช้สถานที่ที่พุทธมณฑล ศูนย์ การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมืองทองธานี สยามพารากอน 2.ด้านวิชาการ เน้นการประชุมสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับพุทธประวัติ หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ดำเนินการ 3.ด้านกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม มอบกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลัก โดยงานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.-4 มิ.ย.

นายนพรัตน์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การจัดงานในวันที่ 2 มิ.ย.จะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่พุทธมณฑล จากคณะสงฆ์ไทยและคณะสงฆ์นานาชาติ
  รวมทั้งมีการวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์กลางพุทธศาสนาโลก  เพื่อเป็นการประกาศการเริ่มต้นการเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาโลกของประเทศไทย นอกจากนี้ มส. ยังขอให้มีการจัดทำธงตราสัญลักษณ์การจัดงานแจกไปยังทุกวัดทั่วประเทศด้วย.


 
ที่มา : ไทยรัฐ
  11
มกราคม 255
5