วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

ประมวลภาพงานทำบุญคล้ายวันเกิดเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ที่วัดสระเกศ วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๕

 

ภาพพระประธานในพระอุโบสถ  วัดสระเกศ  เป็นสถานที่เจริญพระพุทธมนต์และถวายสักการะแด่หลวงพ่อสมเด็จ


 

 

ภาพนี้ไม่ต้องบรรยายเพราะมีคำบรรยายบอกอยู่แล้ว  แต่อยากเพิ่มเติมเล็กน้อยเผื่อผู้ไม่รู้ว่า หลวงพ่อสมเด็จองค์นี้ มีชื่อเสียงในการดูหมอ ดูแม่นมาก ขนาดว่า ดูดวงตัวเอง แล้วรู้ว่า จะได้เป็นสังฆราช  และก็ได้เป็นจริง ๆ

 

ภาพของหลวงพ่อสมเด็จ ตอนยังมีสุขภาพแข็งแรง ปกติ


 

ภาพหลวงพ่อสมเด็จ  นั่งรถเข็ญมาต้อนรับพระเถรานุเถระ และญาติโยม ที่มาร่วมอวยพร เนื่องในงานทำบุญวันคล้ายวันเกิด


คณะพระเถรานุเถระ เข้าแถวรอรับหลวงพ่อสมเด็จ  บริเวณบันไดขึ้นพระอุโบสถ ด้านหลัง


โยมน้ำ ไปกราบหลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์  วัดหนองแวง พระอารามหลวง ขอนแก่น ที่มาร่วมงาน และถือโอกาส กราบนิมนต์หลวงพ่อไปเป็นประธานเททองหล่อพระประธานประจำลานธรรม วัดดอนทอง อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่คณะกรรมการจัดงานได้นำใบฎีกาไปอาราธนาท่านแล้ว เมื่อวันที่ ๓ ม.ค. ที่ผ่านมา  







จะว่าไปแล้วหลวงพ่อมีความผูกพันกับวัดดอนทอง ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้างจนถึงปัจจุบัน คือ เมื่อปี ๔๕ ตอนวางศิลาฤกษ์ศาลาโบสถ์ ท่านก็มาเป็นประธาน เมื่อปี ๕๔ ตอนยกช่อฟ้าศาลาโบสถ์ ท่านก็มาเป็นประธาน  และครั้งต่อไปนี้ เป็นครั้งที่ ๓ ถ้าท่านไม่ติดธุระที่ต่างประเทศ ท่านก็จะมาอีก 
ท่านบอกว่า ไปซื้อที่ดินสร้างวัดที่ต่างประเทศ  (จำไม่ได้ว่า เป็นอเมริกา หรือเยอรมัน) ต้องไปอยู่ดูแลการก่อสร้างและที่สำคัญคือ เขาเขียนสัญญาการซื้อขายที่ดิน ให้เราทำตามเงื่อนไขของเขาทุกอย่าง




คณะพระเถระ อนัมนิกาย ในประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ของ มจร. 



คณะพระธรรมทูตสายยุโรป ส่วนมากเป็นพระฝรั่ง นำโดย หลวงพ่อ สุเมโธ ชาวอังกฤษ 


คณะญาติโยมที่มาร่วมงาน บางส่วน  บางคณะก็นำอาหารมาร่วมด้วย ส่วนมากจะนำอาหารมาร่วม จึงทำให้มีอาหารมากมาย เหลือล้น







คณะพระวิทยากร กลุ่มชีวิตดีงาม ที่เคยไปอบรมเยาชนด้วยกัน ได้รับฎีกานิมนต์ให้มาร่วมงานด้วย  ในภาพประกอบด้วย รูปแรก พระฐานันดร ปัจจุบันอยู่เชียงใหม่ บ้านเกิด  รูปที่สอง พระมหาไกรวัลย์  ป.ธ. ๙ อยู่วัดพระงาม นครปฐม บ้านเดิมเป็นชาวกุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์  รูปสุดท้าย พระมหาคลองธรรม ป.ธ. ๙ วัดชลประทานฯ นนทบุรี เป็นคนภาคใต้









คุณยายราตรี สง่าชาติ พร้อมด้วยโยมน้ำ ลูกสาว และโยมนก โยมลี แม่บ้าน นำเอาผลไม้มาร่วมทำบุญถวายพระ แต่ละคนช่วยกันทำอย่างมีความสุขเพราะมีโอกาสได้ทำบุญกับพระเป็นจำนวนมาก และเป็นพระผู้ใหญ่ มาจากทิศทั้งสี่ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 

(ผู้ที่หน้าบานที่สุดคือโยมน้ำ เพราะผลไม้ที่นำมาถวายได้รับความสนใจจากพระเถระทั้งหลาย เจ้าตัวบอกให้ โยมนก ไปเดินดูตามโต๊ะ ต่าง ๆ ว่า พระฉันหมดหรือไม่ ปรากฏว่า ไม่เหลือสักโต๊ะเลย เลยเป็นปลื้มสุด ๆ  ตอนไปซื้อหนังสือที่ท่าพระจันทร์ก็ได้รับคำชมจากคนขายว่า หน้าตาสวย รูปร่างก็สวย แต่งตัวก็สวย  ยิ่งหน้าบานใหญ่)


วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยการจำแนกกรรม สูตรเล็ก

จูฬกัมมวิภังคสูตร 
ว่าด้วยการจำแนกกรรม

ใจความย่อของพระสูตรว่า 

      บุคคลที่เกิดมา มีลักษณะแตกต่างกัน เพราะผลของกรรมที่ตนได้กระทำไว้ในปางก่อน เช่น คนที่เป็นญาติพี่น้องเกิดจากท้องของมารดาคนเดียวกัน มีรูปร่างลักษณะ ไม่เหมือนกัน มีสติปัญญาไม่เท่ากัน  มีโภคะสมบัติไม่เท่ากัน เป็นต้น

     พระสูตรนี้พระองค์แสดงแก่ สุภมาณพโตเทยยบุตร ขณะประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี  สุภมาณพ  เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า เพราะเหตุไร บุคคลเกิดมาจึงแตกต่างกัน คือ บุคคลบางคนเกิดมามีโรคมาก บางคนมีโรคน้อย บางคนมีอายุสั้น บางคนมีอายุยืน บางคนมีผิวพรรณทราม บางคนมีผิวพรรณงาม บางคนมีอำนาจน้อย  บางคนมีอำนาจมาก บางคนมีโภคะน้อย บางคนมีโภคะมาก  บางคนเกิดในตระกูลต่ำ บางคนเกิดในตระกูลสูง บางคนมีสติปัญญาน้อย บางคนมีปัญญามาก   

    พระพุทธองค์ตรัสสาเหตุที่ทำให้คนแตกต่างกันไปเพราะผลของกรรมที่เคยทำไว้ในกาลก่อน แบ่งเป็น ๗ คู่ ดังนี้

คู่ที่ ๑
คนมีโรคมาก    เพราะชอบเบียดเบียนสัตว์ 
คนมีโรคน้อย    เพราะไม่ชอบเบียดเบียนสัตว์ 

คู่ที่ ๒
คนมีอายุสั้น        เพราะชอบฆ่าสัตว์
คนมีอายุยืน        เพราะไม่ชอบฆ่าสัตว์

คุ่ที่ ๓
คนมีผิวพรรณทราม  เพราะเป็นคนขี้โกรธ  พยาบาท คนอื่น สัตว์อื่น
คนมีผิวพรรณงาม    เพราะไม่โกรธ  ไม่พยาบาท  คนอื่น สัตว์อื่น

คู่ที่ ๔ 
คนมีอำนาจน้อย    เพราะอิจฉา   ริษยา คนอื่น
คนมีอำนาจมาก    เพราะไม่อิจฉา  ไม่ริษยา คนอื่น

คู่ที่ ๕
คนมีโภคะน้อย   เพราะไม่ชอบให้ทานสิ่งของ
คนมีโภคะมาก    เพราะชอบให้ทานสิ่งของ

คู่ที่ ๖ 
คนเกิดในตระกูลต่ำ   เพราะเย่อหยิ่ง แข็งกระด้าง
คนเกิดในตระกูลสูง   เพราะอ่อนน้อม สุภาพเรียบร้อย

คู่ที่ ๗
คนมีสติปัญญาน้อย   เพราะไม่เข้าหาผู้รู้  ไม่สอบถามสิ่งที่ดี ที่ชั่ว
คนมีปัญญามาก        เพราะเข้าหาผู้รู้  แล้วสอบถามสิ่งที่ดี  ที่ชั่ว


พระสูตรนี้อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย  อุปริปัณณาสก์



๕. จูฬกัมมวิภังคสูตร

ว่าด้วยการจำแนกกรรม สูตรเล็ก


[๒๘๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล สุภมาณพโตเทยยบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกัน แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

“ท่านพระโคดม อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์ที่เกิดเป็นมนุษย์ปรากฏเป็นคนเลวและคนดี คือ มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏว่ามีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณดี มีอำนาจน้อย มีอำนาจมาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในตระกูลต่ำ เกิดในตระกูลสูง มีปัญญาน้อย

มีปัญญามาก

ท่านพระโคดม อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มนุษย์ทั้งหลายที่เกิดเป็นมนุษย์ปรากฏเป็นคนเลวและคนดี”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน”

“ข้าพระองค์ ไม่รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระภาษิตนี้ที่ท่านพระโคดมตรัสไว้โดย

ย่อ ไม่ทรงชี้แจงโดยพิสดารให้พิสดารได้ ขอประทานวโรกาส ขอท่านพระโคดมโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยวิธีที่ข้าพระองค์จะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่ง

พระภาษิตนี้ที่ท่านพระโคดมตรัสไว้โดยย่อ ไม่ทรงชี้แจงโดยพิสดารให้พิสดารเถิด”

[๒๙๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “มาณพ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าว”

สุภมาณพโตเทยยบุตรทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นคนหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ฝักใฝ่ในการ

ประหัตประหาร ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก๑ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็น

มนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมีอายุสั้น

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นคนหยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ฝักใฝ่ในการประหัตประหาร ไม่มีความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นปฏิปทา(ข้อปฏิบัติ) ที่เป็นไปเพื่อความมีอายุสั้น (๑)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธ และศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลในสรรพสัตว์ เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นคนมีอายุยืน

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธ และ

ศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลในสรรพสัตว์

นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุยืน (๑)

[๒๙๑] มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีโรคมาก

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรค

มาก (๒)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีโรคน้อย

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรคน้อย (๒)

[๒๙๒] มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม

เป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธ พยาบาท ปองร้าย แสดงความโกรธความปองร้ายและโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีผิวพรรณทราม

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความคับแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธ พยาบาท ปองร้าย แสดงความโกรธความปองร้ายและโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีผิวพรรณทราม (๓)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มากด้วยความคับแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าวแม้มากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ

ไม่พยาบาท ไม่ปองร้าย ไม่แสดงความโกรธ ความปองร้ายและโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ไม่โกรธ ไม่มากด้วยความคับแค้น ถูกผู้อื่นว่ากล่าวแม้มากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่ปองร้าย ไม่แสดงความโกรธความปองร้ายและโทษเล็กน้อยให้ปรากฏ นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส (๓)

[๒๙๓] มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจริษยา ย่อมริษยา ประทุษร้าย ผูกความริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต

นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีอำนาจน้อย

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้มีใจริษยา ย่อมริษยา ประทุษร้าย ผูกความริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีอำนาจน้อย (๔)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็น

ผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่ประทุษร้าย ไม่ผูกความริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติ

โลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีอำนาจมาก

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่ประทุษร้าย ไม่ผูกความริษยาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การกราบไหว้ และการบูชาของบุคคลอื่น นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีอำนาจมาก (๔)

[๒๙๔] มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เพราะกรรมนั้น๑ที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขา

ก็จะเป็นผู้มีโภคะน้อย

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม

เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ นี้เป็นปฏิปทา

ที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีโภคะน้อย (๕)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็น

ผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาก็จะเป็นผู้มีโภคะมาก

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม

เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก เครื่องประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ นี้เป็นปฏิปทา

ที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีโภคะมาก (๕)

[๒๙๕]  มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้กระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้๑ ไม่ลุกรับผู้ที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่ผู้ที่ควรให้อาสนะ ไม่ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง ไม่สักการะผู้ที่ควรสักการะ ไม่เคารพผู้ที่ควรเคารพ ไม่นับถือผู้ที่ควรนับถือ ไม่บูชาผู้ที่ควรบูชา เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ

วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาจะเป็นผู้เกิดในตระกูลต่ำ

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้กระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับผู้ที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่ผู้ที่ควรให้อาสนะ ไม่ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง ไม่สักการะผู้ที่ควรสักการะ ไม่เคารพผู้ที่ควรเคารพ ไม่นับถือผู้ที่ควรนับถือ ไม่บูชาผู้ที่ควรบูชา นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เกิดในตระกูลต่ำ (๖)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เป็นผู้ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ลุกรับผู้ที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่ผู้ที่ควรให้อาสนะ ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง สักการะผู้ที่ควรสักการะ เคารพผู้ที่ควรเคารพ นับถือผู้ที่ควรนับถือ บูชาผู้ที่ควรบูชา เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาจะเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง

มาณพ การที่บุคคลเป็นผู้ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ลุกรับผู้ที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่ผู้ที่ควรให้อาสนะ ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง สักการะผู้ที่ควรสักการะ เคารพผู้ที่ควรเคารพ นับถือผู้ที่ควรนับถือ บูชาผู้ที่ควรบูชา นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง (๖)

[๒๙๖] มาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม

ไม่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า “ท่านขอรับ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน” เพราะกรรมนั้นที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาจะเป็นผู้มีปัญญาทราม

มาณพ การที่บุคคลไม่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า “ท่านขอรับ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน” นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทราม (๗)

มาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นสตรีก็ตาม เป็นบุรุษก็ตาม เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า “ท่านขอรับ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน เพราะกรรมนั้น

ที่เขาให้บริบูรณ์ยึดมั่นไว้อย่างนั้น หลังจากตายแล้ว เขาจึงไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ หลังจากตายแล้ว ถ้าไม่ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ เขาจะเป็นผู้มีปัญญามาก

มาณพ การที่บุคคลเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า “ท่าน

ขอรับ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ กรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน หรือว่ากรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน นี้เป็นปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก (๗)

[๒๙๗] มาณพ รวมความว่า ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุสั้นย่อมนำเข้าไปสู่ความมีอายุสั้น

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอายุยืนย่อมนำเข้าไปสู่ความมีอายุยืน

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรคมากย่อมนำเข้าไปสู่ความมีโรคมาก

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโรคน้อยย่อมนำเข้าไปสู่ความมีโรคน้อย

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีผิวพรรณทรามย่อมนำเข้าไปสู่ความมีผิวพรรณทราม

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีผิวพรรณผ่องใสย่อมนำเข้าไปสู่ความมีผิวพรรณผ่องใส

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอำนาจน้อยย่อมนำเข้าไปสู่ความมีอำนาจน้อย

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีอำนาจมากย่อมนำเข้าไปสู่ความมีอำนาจมาก

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโภคะน้อยย่อมนำเข้าไปสู่ความมีโภคะน้อย

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีโภคะมากย่อมนำเข้าไปสู่ความมีโภคะมาก

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเกิดในตระกูลต่ำย่อมนำเข้าไปสู่ความเกิดในตระกูลต่ำ

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความเกิดในตระกูลสูงย่อมนำเข้าไปสู่ความเกิดในตระกูลสูง

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญาทรามย่อมนำเข้าไปสู่ความมีปัญญาทราม

ปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อความมีปัญญามากย่อมนำเข้าไปสู่ความมีปัญญามาก

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน ด้วยประการฉะนี้”

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว สุภมาณพโตเทยยบุตรได้กราบทูล

พระผู้มีพระภาคว่า

“ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดม ทรงประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่าง ๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยตั้งใจว่า “คนมีตาดีจักเห็นรูปได้” ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” ดังนี้แล

จูฬกัมมวิภังคสูตรที่ ๕ จบ



ประมวลภาพกิจกรรมช่วงปีใหม่ ที่วัดดอนทองวราราม ปี ๒๕๕๕



คณะกรรมการบริหาร วัดดอนทองวราราม ที่เดินทางไปกราบนิมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์  วัดหนองแวง  พระอารามหลวง ขอนแก่น  ประกอบด้วย นายสมบูรณ์ จอมทรักษ์ (เสื้อดำ) พ่อประสิทธิ์  โพธิกมล (เสื้อสีฟ้า)  พ่อประเสริฐ  เพชรด่านเหนือ (เสื่้อสีขาว) และคุณครูคำแหง  ชื่นนิรันดร์ ไวยาวัจกร (ไม่อยู่ในภาพ  ส่วนคนเสื้อสีเหลือง  เป็นสามีของโยมวาสนา)






หลังจากไปกราบนมัสการ นิมนต์ หลวงพ่อพระเทพวงศาจารย์ วัดหนองแวง มาเป็นประธานในพิธีเททองหล่อองค์พระประธาน พระพุทธชินราช  ขนาดหน้าตักกว้าง ๗๙ นิ้ว พระประธานประจำลานธรรมแล้ว จึงแวะไปเยี่ยมพี่สาวของโยมพี่พัฒนพล  ที่ซอยเมตตา ในหมู่บ้านเคหะ  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดหนองแวง เพื่อบอกข่าวบุญดังกล่าวให้ทราบ และถือโอกาสไปเยี่ยมเยียน เนื่องในเทศกาลปีใหม่ด้วย  
โยมวาสนา (คนใส่เสื้อลายดอกสีชมพู ด้านหน้า) เป็นลูกสาวของยาย ที่เคยเป็นโยมอุปฐากโยมพี่ ตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรแต่ต่อมาจนบวชพระอยู่ที่วัดหนองแวง  พระอารามหลวง ขอนแก่น  จึงมีความนับถือกันมาตลอด





เมื่อได้ไปกราบอาราธนาพระมหาเถระระดับผู้ปกครองตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอในเขตจังหวัดหมดแล้ว จึงเชิญชาวบ้านมาประชุมปรึกษาหารือกันเกี่ยวการจัดงาน  ในคืนวันที่ ๖ มกราคม ๕๕ จากนั้นวันรุ่งขึ้น จึงไปกราบอาราธนา พระเดชพระคุณพระราชสิทธาจารย์ (หลวงปู่ทองใบ  ปภสฺสโร  ประธานสงฆ์วัดนาหลวง (ภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ. อุดรธานี ซึ่งท่านได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานปฏิบัติธรรม  งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงพ่อพระครูพิศาลธรรมภาณี  อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าดงไร อดีตเจ้าคณะอำเภอหนองหาน ที่บ้านเชียง อ.หนองหาน อุดร
หลวงพ่อรับทราบ  แต่ม่ไม่ได้เพราะมีงานสำคัญที่วัด  ถ้าเปลี่ยนวันใหม่ ท่านก็ยินดีจะมาร่วม




 

ภาพหลวง พ่อพระครูพิศาลธรรมภาณี  เป็นเพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่ทองใบ  เคยไปปฏิบัติธรรมร่วมกันหลายแห่ง เช่น ที่สวนโมกขพลาราม ของหลวงพ่อพุทธทาส เป็นต้น 



 
 

เมรุชั่วคราวที่จะทำพิธีพระราชทานเพลิงหลวงพ่อ  คณะพระภิกษุ สามเณร กำลังประดับตกแต่งให้สวยงาม ให้สมกับเกียรติของหลวงพ่อ 
 

ภาพบรรยากาศบริเวรวัด เป็นป่าไม้ทึบ ข้างล่างโล่งโปร่ง เป็นที่สัปปายะแก่การปฏิบัติธรรมมาก



ภาพที่เห็นเป็นใบเรียวเป็นรูปดอกบัวตูมนั้น คือพระอุโบสถกลางน้ำที่หลวงพ่อสร้างขึ้น เป็นที่ทำสังฆกรรมของพระภิกษุ  แต่ยังไม่แล้วเสร็จ