วัดดอนทองวราราม บ้านดอนหัน-ดงไทรทอง ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ Watdontong Bandonhan Phon-ngarm Subdistrict Kamalasai District Kalasin Province
รายการบล็อกของฉัน
วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554
รุณณสูตร ว่าด้วยการขับร้องคือการร้องไห้ในอริยวินัย, อติตติสูตร ว่าด้วยสิ่งที่เสพไม่รู้จักอิ่ม
เจริญสุข เจริญธรรม ญาติธรรมและกัลยาณมิตรทั้งหลาย
ว่างเว้นเป็นเวลานานพอสมควรที่ไม่ได้นำเอาธรรมจากพระสูตรมาฝากกัน เพราะต้องการให้พักสายตาและสมองบ้าง ที่ผ่านมาจึงได้นำเอาสื่อธรรมะ มาเสนอเพื่อความบันเทิงและผ่อนคลาย เมื่อกาลเวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว จึงได้นำเอาพระสูตรมาฝากอีกเช่นเคย
วันนี้นำเสนอพระสูตรสั้น ๆ แต่กินความหมายกว้างมาก
พระแรกชื่อว่า รุณณสูตร ว่าด้วยการหัวเราะคือการร้องไห้ในอริยวินัย
พระสูตรที่สองชื่อว่า อติตติสูตร ว่าด้วยสิ่งที่เสพไม่รู้จักอิ่ม
ทั้งสองสูตรนี้อยู่ใน อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐
๕. รุณณสูตร
ว่าด้วยการขับร้องคือการร้องไห้ในอริยวินัย
[๑๐๘] ภิกษุทั้งหลาย การขับร้องคือการร้องไห้ในอริยวินัย การฟ้อนรำคือ
ความเป็นบ้าในอริยวินัย การหัวเราะจนเห็นฟันมากเกินไปคือความเป็นเด็กในอริยวินัย
เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงละโดยเด็ดขาดในการขับร้องและการฟ้อนรำ
เมื่อเธอทั้งหลายมีความเบิกบานในธรรม เพียงแค่ยิ้มแย้มก็เพียงพอแล้ว
รุณณสูตรที่ ๕ จบ
๖. อติตติสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เสพไม่รู้จักอิ่ม
[๑๐๙] ภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ ประการ ย่อมไม่มี
ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ความอิ่มในการนอนหลับ
๒. ความอิ่มในการเสพเครื่องดื่มคือสุราและเมรัย
๓. ความอิ่มในการเสพเมถุนธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ ประการนี้แลย่อมไม่มี
อติตติสูตรที่ ๖ จบ
ว่าด้วยการขับร้องคือการร้องไห้ในอริยวินัย
[๑๐๘] ภิกษุทั้งหลาย การขับร้องคือการร้องไห้ในอริยวินัย การฟ้อนรำคือ
ความเป็นบ้าในอริยวินัย การหัวเราะจนเห็นฟันมากเกินไปคือความเป็นเด็กในอริยวินัย
เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายจงละโดยเด็ดขาดในการขับร้องและการฟ้อนรำ
เมื่อเธอทั้งหลายมีความเบิกบานในธรรม เพียงแค่ยิ้มแย้มก็เพียงพอแล้ว
รุณณสูตรที่ ๕ จบ
๖. อติตติสูตร
ว่าด้วยสิ่งที่เสพไม่รู้จักอิ่ม
[๑๐๙] ภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ ประการ ย่อมไม่มี
ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. ความอิ่มในการนอนหลับ
๒. ความอิ่มในการเสพเครื่องดื่มคือสุราและเมรัย
๓. ความอิ่มในการเสพเมถุนธรรม
ภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ ประการนี้แลย่อมไม่มี
อติตติสูตรที่ ๖ จบ
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ประมวลภาพงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ใหญ่ พระธรรมวงศาจารย์ (สุข สุขโณ) วัดกลาง กาฬสินธุ์ ๒๗ พ.ย. ๕๔
ภาพหลวงปู่ตอนอายุประมาณ ๗๐ ปีเศษ
ภาพหลวงปู่ ถ่ายตอนที่หลวงปู่ยังสุขภาพแข็งแรงอยู่ ยืนถือไม้เท้า
ภาพเมรุพิเศษ ที่ญาติโยมและพระภิกษุ สามเณร ชาวกาฬสินธุ์ สร้างขึ้นถวายหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย และตรงนี้จะถือเอาเป็นสถานที่สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่านด้วย ทำเท่าที่สถานที่มีเพราะบริเวณวัดกลางเหลือพื้นที่น้อย ส่วนมากจะเป็นศาสนสถานที่หลวงปู่ได้สร้างไว้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาและชาวกาฬสินธุ์
ที่มีฉัตร ๕ ชั้น เพราะถือเอาสมณศักดิ์ที่หลวงปู่ได้รับ คือ
ครั้งแรกเป็นพระครูสุขุมวรคุณ
ครั้งที่สองเป็นเจ้าคุณหรือพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสุขุมวาทเวที
ครั้งที่สาม เป็นพระราชพรหมจริยคุณ
ครั้งที่สี่ เป็นพระเทพวิสุทธาจารย์
ครั้งที่ห้า เป็นพระธรรมวงศาจารย์
คณะญาติโยม และพระสงฆ์ที่มาปฏิบัติธรรมเพื่อถวายบูชาคุณหลวงปู่ ที่หลวงปู่ได้สร้างให้กาฬสินธุ์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของจังหวัดอื่น ในฐานะที่หลวงปู่เป็นพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับสมณศักดิ์เป็นราชาคณะชั้นธรรมของชาวกาฬสินธุ์
ขออนุญาตถ่ายภาพกับภาพหลวงปู่เอาไว้เป็นที่ระลึก ในฐานะที่เคยอยู่รับใช้หลวงปู่ (ที่ได้รับใช้ท่าน คือ ได้ปลงผมให้ท่าน ซึ่งผมของท่านจะลามลงมาติดกับใบหูมาก ท่านบอกว่าใครมีผมจดหูจะมีอายุยืนซึ่งหลวงปู่ก็อายุยืนจริง ๆ คือ ๙๗ ปี ถือว่าไม่น้อยสำหรับคนในสมัยนี้) ถ่ายตอนเช้าของวันที่ ๒๘ พ.ย. ก่อนที่จะทำพิธีสามหาบ หรือเก็บอัฐิของหลวงปู่
หลวงพ่อคูณ พระเทพวงศาจารย์ เจ้าอาวาสวัดหนองแวง ขอนแก่น ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๙ มาเป็นประธานในพิธีสามหาบ
หลวงพ่อกำลังกราบอัฐิธาตุและสรีรังคารของหลวงปู่ ที่นั่งข้าง ๆ คือ พระครูวรธรรมทัช (วรวิทย์ ) รองเจ้าคณะอำเภอเมือง วัดห้วยสีทน ปัจจุบันย้ายเข้ามาเป็นเจ้าอาวาสวัดสว่างคงคา
พระมหายุทธนา นรเชฏฺโฐ สัทธิวิหาริก (ผู้ที่หลวงปู่เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้) รูปสุดท้ายของหลวงปู่ เป็นศิษย์วัดกลาง ตั้งแต่เป็นสามเณรน้อย ปัจจุบันเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค กำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่วนกลาง
ที่นั่งข้าง ๆ คือพระมหาชรินทร์ ปญฺญาวชิโร เคยอยู่รับใช้หลวงปู่ตั้งแต่เป็นสามเณร หลังจากที่ลาหลวงปู่ ไปเรียนต่อที่กรุงเทพ จนจบปริญญาโทแล้ว ก็กลับไปดูแลหลวงปู่ในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง
โยมที่กำลังเก็บอัฐิหลวงปู่ คือ คุณพ่อบุญจันทร์ กายาผาด น้องชายคนสุดท้องของหลวงปู่ ส่วนพระเถระที่เห็น คือ หลวงพ่อแผน รองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ฝ่ายธรรมยุต ท่านได้สมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ แต่จำไม่ได้
คณะสงฆ์ในกาฬสินธุ์ฝ่ายปริยัติหรือฝ่ายปกครอง มีความสามัคคีกันดี ทำกิจกรรมของสงฆ์ร่วมกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลวงพ่อแผน มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก วันนั้นท่านมาแต่เช้า เพื่องานของหลวงปู่โดยเฉพาะ
หลวงพ่อคูณ พระเทพวงศาจารย์ และคณะสงฆ์ พร้อมด้วยญาติโยม ประกอบพิธีสามหาบหรือเก็บอัฐิของหลวงปู่
เสร็จแล้วเปิดโอกาสให้ญาติโยมนำปัจจัยมาถวายหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อขอพรให้มีความสุข ความเจริญ จากนั้น พระสงฆ์ ๓ รูป ทำพิธีบังสุกุล
ประมวลภาพที่พิษณุโลก
พระพุทธชินราช อยู่ในวิหารวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวพิษณุโลกเรียกว่า "วัดใหญ่" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพิษณุโลก
ไปครั้งนี้ได้ไปกราบหลวงพ่อถึง ๓ ครั้ง เพราะไม่อิ่มในความงดงามของหลวงพ่อ กราบแล้ว สวดมนต์ นั่งสมาธิอยู่หน้าองค์หลวงพ่อ ทำให้จิตใจเกิดปีติ
ถือโอกาสขออนุญาตถ่ายภาพหน้าองค์หลวงพ่อไว้เพื่อเป็นสิริมงคล
ท้าวเวสสุวรรณ หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ที่มีความเลื่อมใสพระพุทธเจ้า มีไม้ตะบองหรือไม้พองเป็นอาวุธ นั่งเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้แก่พระพุทธเจ้า ตามคัมภีร์เล่าว่า ท้าวเวสสุวรรณกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ถ้าพวกยักษ์หรือพวกอมนุษย์ทั้งหลายมารบกวนพระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลาย ให้เอ่ยชื่อของท้าวเวสสุวรรณ แล้วพวกยักษ์และพวกอมนุษย์เหล่านั้นก็จะไม่มารบกวน
คาถาบูชาพระพุทธชินราช
พระพุทธรูปยืนอยู่ที่วิหารหลังเดิมภายในวัดใหญ่ ด้านหลังวิหารพระพุทธชินราช หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นศิลปะสมัยสุโขทัย (พระพุทธชินราช หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ทางแม่น้ำน่าน)
หลังจากได้ไหว้พระ เอาฤกษ์เอาชัยแล้ว วันต่อมาโยมน้ำและโยมพร (เตียง) เจ้าของบ้านที่ให้อนุญาตให้พักเขียนงานวิจัย เจ้าตัวเป็นเถ้าแก่บริษัท แอล. พี. L.P. ขนส่ง นิมนต์ไปฉันเพลที่แพริมแม่น้ำน่าน
ภาพกำแพงวัดที่เห็น คือกำแพงวัดจันทร์ตะวันตก ทราบว่าใช้ทุนสร้างมากกว่าร้อยล้านบาท เป็นบุญบารมีของเจ้าอาวาส คือพระอาจารย์อุบาลี อตุโล ผู้ทรงสมาบัติ ซึ่งก่อนที่จะกลับได้แวะไปสนทนาธรรมกับท่าน ท่านเล่าให้ฟังว่า จะเข้าสมาบัติทุกปี ๆ ละครั้ง ๆ ละ ๙ วัน พอถึงวันออกจากสมาบัติ จะมีญาติโยมมานั่งรอใส่บาตรเป็นจำนวนมาก บางปีมีญาติโยมมาเป็น พันคน
ภาพเรือนแพฝั่งตรงข้ามอีกมุมหนึ่ง ปีนี้น้ำท่วมหนักเมื่อน้ำลดแล้วยังเห็นรอยหลงเหลืออยู่ทำให้สองฝั่งของแม่น้ำน่านไม่ค่อยสวยงามเท่าที่ควร
วันรุ่งขึ้นไปเยี่ยมบ้านเดิมโยมน้ำที่คลองมะเกลือ อำเภอพรหมภิราม บ้านหลังนี้ ถูกปล่อยร้างไว้ประมาณ ๒๐ ปีเศษแล้ว เพราะโยมน้ำ พาพ่อ แม่ และน้อง ๆ ลงมาอยู่ที่กรุงเทพฯ หมด แต่สภาพบ้านยังดีอยู่ จากคำบอกเล่าของญาติพี่น้องของคุณตาเกิด พ่อโยมน้ำ บอกว่า เมื่อเกือบ ๕๐ ปีก่อน บ้านหลังนี้ถือว่าทันสมัยกว่าบ้านหลังอื่น เป็นสัญลักษณ์บอกว่า เจ้าของบ้านมีฐานะดีกว่าคนอื่นในหมู่บ้าน
บรรดาญาติพี่น้องของโยมน้ำ คนแรก เป็นน้องสาวติดกันของตาเกิด คนใส่แว่นนั่งติดกับโยมน้ำเป็นน้องคนเล็กของตาเกิด ชื่อว่า เพียร
บรรยากาศของญาติพี่น้องที่มาร่วมกินข้าวด้วยกัน เพราะนาน ๆ จะได้เจอกันสักครั้งหนึ่ง ทุกคนดูมีความสุขมาก
ตอนเย็นหลังจากกลับจากคลองมะเกลือแล้ว จ่าเหน่ กับโยมนา ภรรยา และน้องปุ๋ย น้องสาว และไปเยี่ยมที่บ้านพัก (บ้านโยมพร) ทั้ง ๓ คน เป็นญาติธรรมเคยปฏิบัติธรรมที่สำนักพระอาจารย์สายฝน ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร มาด้วยกัน โดยเฉพาะทิดเหน่ เคยไปธุดงค์ ลงถ้ำ ขึ้นเขาด้วยกัน ปัจจุบันย้ายมาประจำการที่ค่ายพระบรมไตรโลกนาถ พิษณุโลก ส่วน น้องปุ๋ย เป็นผู้ช่วยพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลรัตนเวช ๒
วันรุ่งขึ้นโยมเอส ลูกชายของโยมเพียร น้องสาวคนเล็กของตาเกิด พาไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญในพิษณุโลก ที่เห็นเป็นป้ายแยกอินโดจีน เล่ากันว่า ตรงนี้เป็นศูนย์กลางของอินโดจีน
พระเจ้าแม่กวนอิม อยู่บนภูเขา ใกล้กับค่ายพระบรมไตรโลกนาถ เป็นวัดไทยพุทธ มีพระสงฆ์ดูแล แต่เน้นเรื่องพระแม่กวนอิม ถือว่าผสมผสานระหว่าง เถรวาทกับมหายานเข้าด้วยกัน เพื่อให้พี่น้องชาวพุทธทั้งเถราวาทและมหายานได้บำเพ็ญบุญอย่างทั่วถึง ไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเมืองจีน
ระฆังขนาดใหญ่ อยู่ที่ตำหนัก มองลงไปเป็นทิวทัศน์ ทุ่งนาของชาวบ้าน
ออกจากวัดเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ก็ไปที่โรงเจ ซึ่งอยู่ถัดกันไปอีกไม่ไกลนัก ที่นี่จะเป็นสำนักหรือตำหนักใหญ่มาก มีเจ้าหน้าที่ทำอาหารเจ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญตลอดทั้งวัน ไม่คิดราคาแล้วแต่จะบริจาค
จ่าเหน่ แวะขึ้นไปเยี่ยมพวกเราบนโรงเจ ขณะพักเที่ยง เป็นทหารที่ชอบปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการสื่อสารกับเทวดา ชอบมาก
หลังจากรับประทานอาหารเพลที่โรงเจแล้ว พวกเราพากันไปไหว้พระพุทธรูปทองคำ ที่วัดพิพัฒน์มงคล อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย
จากนั้นก็ถ่ายภาพหมู่เอาไว้เป็นที่ระลึก บุคคลในภาพนี้เป็นญาติธรรมของคุณเอส (ยืนข้างหลังผมสั้นเพิ่งลาสิกขาใหม่) และภรรยา (คนใส่เสื้อสีฟ้า)
สุดท้ายเป็นภาพเครื่องบินขนาดใหญ่จอดอยู่ที่สนามบินพิษณุโลก ได้รับบริจาคมาไว้เพื่อการศึกษาของเยาวชน มี ๒ เครื่อง อีกลำหนึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับลำนี้
ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ย. ๕๔ ขณะที่ไปขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางไปสุวรรณภูมิ แล้วต่อเครื่องไปขอนแก่น เพื่อร่วมงานบำเพ็ญกุศลหลวงปู่ใหญ่ พระธรรมวงศาจารย์ วัดกลางกาฬสินธุ์ ก่อนที่จะทำพิธีพระราชทานเพลิงในวันอาทิตย์ที่่ ๒๗ พ.ย. ๕๔.
วันรุ่งขึ้นโยมเอส ลูกชายของโยมเพียร น้องสาวคนเล็กของตาเกิด พาไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญในพิษณุโลก ที่เห็นเป็นป้ายแยกอินโดจีน เล่ากันว่า ตรงนี้เป็นศูนย์กลางของอินโดจีน
พระเจ้าแม่กวนอิม อยู่บนภูเขา ใกล้กับค่ายพระบรมไตรโลกนาถ เป็นวัดไทยพุทธ มีพระสงฆ์ดูแล แต่เน้นเรื่องพระแม่กวนอิม ถือว่าผสมผสานระหว่าง เถรวาทกับมหายานเข้าด้วยกัน เพื่อให้พี่น้องชาวพุทธทั้งเถราวาทและมหายานได้บำเพ็ญบุญอย่างทั่วถึง ไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเมืองจีน
ระฆังขนาดใหญ่ อยู่ที่ตำหนัก มองลงไปเป็นทิวทัศน์ ทุ่งนาของชาวบ้าน
ออกจากวัดเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ก็ไปที่โรงเจ ซึ่งอยู่ถัดกันไปอีกไม่ไกลนัก ที่นี่จะเป็นสำนักหรือตำหนักใหญ่มาก มีเจ้าหน้าที่ทำอาหารเจ ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญตลอดทั้งวัน ไม่คิดราคาแล้วแต่จะบริจาค
จ่าเหน่ แวะขึ้นไปเยี่ยมพวกเราบนโรงเจ ขณะพักเที่ยง เป็นทหารที่ชอบปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะการสื่อสารกับเทวดา ชอบมาก
หลังจากรับประทานอาหารเพลที่โรงเจแล้ว พวกเราพากันไปไหว้พระพุทธรูปทองคำ ที่วัดพิพัฒน์มงคล อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย
สุดท้ายเป็นภาพเครื่องบินขนาดใหญ่จอดอยู่ที่สนามบินพิษณุโลก ได้รับบริจาคมาไว้เพื่อการศึกษาของเยาวชน มี ๒ เครื่อง อีกลำหนึ่งจอดอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับลำนี้
ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ย. ๕๔ ขณะที่ไปขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางไปสุวรรณภูมิ แล้วต่อเครื่องไปขอนแก่น เพื่อร่วมงานบำเพ็ญกุศลหลวงปู่ใหญ่ พระธรรมวงศาจารย์ วัดกลางกาฬสินธุ์ ก่อนที่จะทำพิธีพระราชทานเพลิงในวันอาทิตย์ที่่ ๒๗ พ.ย. ๕๔.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







































