วัดดอนทองวราราม บ้านดอนหัน-ดงไทรทอง ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ Watdontong Bandonhan Phon-ngarm Subdistrict Kamalasai District Kalasin Province
รายการบล็อกของฉัน
วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ภาพบรรยากาศงานทอดกฐินสามัคคีปี ๕๓ อีกมุมหนึ่ง
ภาพบรรยากาศงานทอดกฐินสามัคคีปี ๒๕๕๓ ซึ่งปีนี้มีวัตถุประสงค์หลักอยู่๒ อย่าง คือ เพื่อซื้อที่ดินถวายวัดเพิ่มเติม และเพื่อสร้างกำแพงวัด
ในส่วนของการซื้อที่ดินมีคุณยายราตรี สง่าชาติ คุณภาสุร ถิรโรจน์กุล คุณทักษภร สง่าชาติ และญาติพี่น้องรับเป็นเจ้าภาพในราคา ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท(หนึ่งแสนบาทถ้วน)
ในส่วนของกำแพง ได้รับแรงศรัทธาจากญาติโยมชาวบ้านดอนหัน ดงไทรทอง และบ้านใกล้เคียงร่วมกันจองเป็นเจ้าภาพช่องละ ๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)
เจ้าอาวาส วันนี้ดูหน้าตาผ่องใสมาก ท่านคงจะมีความสุขที่เห็นโยมมีความสุขกับการทำบุญ
คณะสงฆ์วัดดอนทองที่อยู่จำพรรษาครบไตรมาสปีนี้มีอยู่ ๕ รูป ประกอบด้วย หลวงปู่บุญเลิศ ชุตินฺธโร รักษาการเจ้าอาวาส หลวงปู่ทองดี อภินนฺโท หลวงปู่ประดิษฐ์ หลวงปู่แก้ว จรณสมฺปณฺโณ และพระเสาร์ (๕ รูปที่นั่งแถวหน้า)
คณะสงฆ์ที่เข้าร่วมพิธีทอดกฐิน ซึ่งท่านเหล่านี้มาจากทิศทั้งสี่ เพื่อเข้าร่วมประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมประจำปี ปีนี้เป็นปีที่ ๓ ติดต่อกัน
พระภิกษุสงฆ์ สามเณร เจริญพระพุทธมนต์ฉลององค์กฐิน ตอนเย็นวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๓ หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว
เจ้าอาวาสถ่ายรูปคู่กับพระอาจารย์มหาเจษฎา หน้าองค์กฐิน
พระอาจารย์มหาเจษฎา โชติปุญฺโญ ผู้แนะนำญาติโยมไปทอดกฐิน เป็นตัวแทนเจ้าภาพถวายโฉนดที่ดินให้กับคณะสงฆ์ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นตัวแทนรับมอบ
ภาพคุณทักษภร (น้ำ) กำลังจัดของบริวารกฐินถวายพระสงฆ์ที่เข้าร่วมพิธีซึ่งมีจำนวน ๕๕ รูป (รวมทั้งสามเณร)
คณะเจ้าภาพหลักนำโดยคุณยายราตรี สง่าชาติและลูกสาว ลูกเขย หลานชาย และเพื่อน ข้างหลังถัดไปเป็นต้นดอกไม้เงินที่ญาติโยมชาวบ้านร่วมกันเป็นเจ้าภาพสมทบสร้างกำแพงวัด ช่องละ ๑๐,๐๐๐ บาท
ภาพนี้เป็นการประทับลายนิ้วมือลงที่ใบซื้อขายที่ดินของเจ้าของที่ดิน คือ นางสาวนวย จอมทรักษ์ แม่ทอน โพธิกมล เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานการยินยอมสิทธิ์มอบที่ดินแปลงนี้ให้แก่วัดดอนทอง
หลังจากได้ขายที่ดินแล้ว ในวันรุ่งขึ้นนางสาวนวยก็ได้นำปัจจัยจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท มาร่วมทอดกฐินเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาผู้มอบมรดกผืนนี้ให้ ขออนุโมทนาบุญด้วย เกิดชาติหน้าฉันใด
คำว่า ยากจน อย่าได้พบพาน ขอให้เป็นผู้สมบูรณ์เพรียบพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ
คณะกรรมการบริหารวัดประกอบนายสมบูรณ์ จอมทรักษ์ ผู้ใหญ่บ้านดอนหัน หมู่ที่ ๑๓ คุณครูคำแหง ชื่นนิรันดร์ ไวยาวัจกร พ่อประเสริฐ เพชรด่านเหนือ ได้มอบจำนวนปัจจัยให้แก่เจ้าของที่ดิน
ภาพขณะนำคณะเจ้าภาพเดินชมบริเวณวัด
เจ้าอาวาสออกแอคชั่นนิด ๆ ประกอบการอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้ญาติโยมฟัง
ภาพคุณทักษภร (น้ำ) คุณจงจิตร (วิ) และแม่สายทอง (แป) ทั้งสามเป็นเจ้าภาพใหญ่อุปถัมภ์วัด โดยเฉพาะแม่สายทอง เป็นกำลังสำคัญในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในวัดตลอดมา และคิดว่า คงจะตลอดไป แต่ละคนมีฐานะระดับเศรษฐินี จึงพากันแต่งเครื่องประดับมาอวดกันเล่น ๆ ทราบว่าแหวนเพชรคุณน้ำ ราคาหลักแสนบาท
(ระวังนิ้วหน่อยนะโยมเดี๋ยวขโมยจะมาตัดเอาตอนเผลอ)
ภาพนี้มีคุณยายราตรีด้วย และมีโยมวัดดอนทองอีกสองคน คือ คุณครูคำแหง ชื่นนิรันดร์ ผู้เป็นไวยาวัจกร และเป็นกำลังสำคัญในการชักชวนพี่น้องสร้างวัดมาโดยตลอด หน้าต่างไม้แกะสลักสวย ๆ ที่เห็นอยู่นั้นก็เป็นฝีมือของท่านนี้แหละ ที่พากันไปขอแผ่ต้นไม้ประดู่กับชาวบ้าน มีคนมาพูดให้ฟังว่า ในช่วงที่คุณครูคำแหงกับคณะออกขอต้นไม้นั้น บางคนบอกว่าถ้ายกต้นไม้ไปซ่อนที่อื่นได้ ก็จะยกไปซ่อนไว้ เพราะไม่อยากให้คณะของท่านไปเห็น เพราะเห็นแล้วท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็จะตามไปถึงบ้านขอไม้มาทำหน้าต่างศาลาโบสถ์ (ที่พูดนี้ก็เป็นการพูดเล่นสนุกกัน จริง ๆ แล้วญาติโยมชาวบ้านส่วนมากยินดี พอใจ ถวายให้วัดอยู่แล้ว)
อีกคนหนึ่งคือคุณสุมิตรา วงศ์ศรีเทพ (แก๊ส) เป็นผู้ให้ความอุปถัมภ์ทุกอย่างเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องพาหนะ รับ ส่ง พระภิกษุ สามเณร
ภาพนี้ สองเกลอ ขอถ่ายพิเศษ ไม่ให้คนอื่นร่วมด้วย นัยว่าจะได้โชว์ความงามอย่างเต็มที่ (ชุดที่ใส่นะสวย แต่คนใส่ไม่เท่าไหร่)
ภาพที่เห็นเป็นบันได ขึ้นศาลาโบสถ์ ซึ่งอยู่ทางหน้ามุขที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ
ภาพที่เห็นเป็นบันได ขึ้นศาลาโบสถ์ ซึ่งอยู่ทางหน้ามุขที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ
ภาพถ่ายบรรยากาศภายในวัดสวนแก้ว
เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้า มีโทรทัศน์ พัดลม เครื่องโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ และจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่ได้แล้ว ไปถวายอาจารย์เจ้าคุณพระราชธรรมนิเทศหรือพระอาจารย์พยอม กัลยาโณ ที่วัดสวนแก้ว โดยมีโยมวัฒน์ สามีโยมน้ำ เป็นผู้ขับรถไปส่ง และคุณยายราตรี สง่าชาติ ไปด้วย
ในการไปวัดท่านครั้งนี้เปลี่ยนแปลงจากปี ๒๕๔๒ ที่เคยไปร่วมกับคณะนิสิตปริญญาโท อย่างมาก เพราะท่านได้สร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นมากมาย มีทั้งอาคารสำหรับจอดรถ อาคารรับบริจาคสิ่งของ ร้านค้าขายเฟอร์นิเจอร์ชนิดต่าง ๆ ทั้งโชว์ฟาร์ ตู้ โต๊ะ เตียง เป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องใช้ภายในบ้านที่ได้จากการนำเอาของบริจาคมาซ่อมแซมใหม่ ผู้เขียนและคณะที่ไปด้วยกันเข้าไปเดินชม มีแต่ของคุณภาพดี ๆ ทั้งนั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะตู้ไม้ ส่วนมากเป็นไม้เนื้อแข็งรูปทรงสวยงาม
หลังจากที่นำของไปบริจาคแล้ว ก็กลับมาชมซุปเปอร์มาเก็ตคนจนของท่าน ทำเป็นเหมือนกับศูนย์การค้าที่ทันสมัยแต่ของท่านใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ญาติโยมถวายมา จึงทำให้ต้นทุนการก่อสร้างถูก แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ท่านทำเป็นอาคารสูง ๕ ชั้น แต่ละชั้นจะมีสินค้าแตกต่างกันไป ชั้นที่ ๑ และ ๒ จะเป็นพวกคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างอื่น มีทั้งที่เป็นของของวัดและของส่วนตัวของญาติโยมที่มาเช่าสถานที่วัดขาย
ชั้นที่ ๔ ที่ ๕ เป็นพวกเสื้อผ้าราคาถูกมาก ขนาดเต็มรถปิคอัพขายแค่ ๕๐๐ บาท ถ้าเป็นรถ ๖ ล้อ ขายแค่ ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น
ในการไปวัดท่านครั้งนี้เปลี่ยนแปลงจากปี ๒๕๔๒ ที่เคยไปร่วมกับคณะนิสิตปริญญาโท อย่างมาก เพราะท่านได้สร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นมากมาย มีทั้งอาคารสำหรับจอดรถ อาคารรับบริจาคสิ่งของ ร้านค้าขายเฟอร์นิเจอร์ชนิดต่าง ๆ ทั้งโชว์ฟาร์ ตู้ โต๊ะ เตียง เป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องใช้ภายในบ้านที่ได้จากการนำเอาของบริจาคมาซ่อมแซมใหม่ ผู้เขียนและคณะที่ไปด้วยกันเข้าไปเดินชม มีแต่ของคุณภาพดี ๆ ทั้งนั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะตู้ไม้ ส่วนมากเป็นไม้เนื้อแข็งรูปทรงสวยงาม
หลังจากที่นำของไปบริจาคแล้ว ก็กลับมาชมซุปเปอร์มาเก็ตคนจนของท่าน ทำเป็นเหมือนกับศูนย์การค้าที่ทันสมัยแต่ของท่านใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ญาติโยมถวายมา จึงทำให้ต้นทุนการก่อสร้างถูก แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ท่านทำเป็นอาคารสูง ๕ ชั้น แต่ละชั้นจะมีสินค้าแตกต่างกันไป ชั้นที่ ๑ และ ๒ จะเป็นพวกคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างอื่น มีทั้งที่เป็นของของวัดและของส่วนตัวของญาติโยมที่มาเช่าสถานที่วัดขาย
ชั้นที่ ๔ ที่ ๕ เป็นพวกเสื้อผ้าราคาถูกมาก ขนาดเต็มรถปิคอัพขายแค่ ๕๐๐ บาท ถ้าเป็นรถ ๖ ล้อ ขายแค่ ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น
หลังจากลงมาจากซุปเปอร์มาเก็ตคนจนแล้ว ได้มากราบพระอาจารย์เจ้าคุณ วันนี้ถือว่าโชคดีเพราะท่านไม่ได้ไปกิจนิมนต์ข้างนอก ท่านอยู่วัดทั้งวัน คอยต้อนรับพระ และญาติโยมที่ไปวัด ข้างหน้าของท่านจะเห็นพวกสื่อการสอนธรรมะต่าง ๆ มากมายมีทั้งหนังสือ ซีดี ภาพถ่าย เอาไว้แจกพระและญาติโยม ท่านบอกว่า วิธีนี้เป็นการเผยแผ่ได้เหมือนกัน การเผยแผ่ไม่จำเป็นต้องเป็นการเทศน์อย่างเดียว
ถ่ายภาพภายในโบสถ์ธรรมชาติ ท่านทำแบบเรียบง่ายไม่ต้องใช้ทุนในการก่อสร้างสูง แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ท่านขุดเป็นคลองรอบโบสถ์ด้านในปูพื้นหินอ่อน ปลูกต้นไม้เป็นทั้งสองข้างเป็นระยะห่างพองามตาม ด้านข้างสุดทำเป็นพนักพิงขนาดยาวประมาณ ๒ เมตร รายรอบโบสถ์ ด้านหน้าเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน องค์เล็ก ๆ กับรูปปั้นครึ่งตัวของหลวงพ่อพุทธทาส ด้านหลังเป็นศาลาสำหรับพระภิกษุ
คุณยายราตรี กับโยมน้ำ และผู้เขียนถ่ายภาพภายในโบสถ์ธรรมชาติเอาไว้เป็นที่ระลึก
ภาพอีกมุมหนึ่งภายในที่ใกล้โบสถ์ธรรมชาติ ด้านนอกโบสถ์
ภาพบรรยากาศบนซุปเปอร์มาเก็ตคนจน ที่เห็นเป็นรองเท้าของใหม่ที่เจ้าของนำมาเช่าที่วัดขาย โยมที่จับรองเท้าดูเป็นลูกค้าที่มาเที่ยวชมเช่นเดียวกัน ส่วนภาพที่มองเห็นคนกำลังกูลีกูจออยู่บนกองเสื้อผ้านั้นไม่รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ขายหรือว่าลูกค้ามาเลือกซื้อกันแน่
กองเสื้อผ้าราคาถูก มีทั้งกระเป๋าหนังด้วย ที่เห็นพวกถุงดำเยอะ ๆ นั่นแหละคือถุงใส่เสื้อผ้า และป้ายติดอยู่บนเสานั่น บอกราคาขายในราคาเหมาคันรถขนาด ๖ ล้อ เพียง ๑,๐๐๐ บาท
ภาพแสดงมุทิตาสักการะ อาจารย์เจ้าคุณพระราชญาณกวี วัดพระราม ๙
เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาได้ไปแสดงมุทิตาสักการะอาจารย์เจ้าคุณพระราชญาณกวี วัดพระราม ๙ ท่านได้เลื่อนสมณศักดิ์จากชั้นสามัญคือ พระศรีญาณโสภณ ท่านบอกว่า ได้เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญอยู่ ๑๘ ปี จึงได้เลื่อน รู้สึกเขินอายที่จะทำเรื่องขอเลื่อนสมณศักดิ์ ทำงานไปเรื่อย ๆ มีความสุขดี
สาเหตุที่ได้ไปแสดงมุทิตาสักการะท่านเพราะมีความผูกพันธ์กับวัดพระราม ๙ พอสมควร คือ ผู้เขียนได้ทำหนังสือไปขอความอุปถัมภ์อาหารแห้งจากวัดพระราม ๙ มาเลี้ยงผู้ปฏิบัติช่วงตอนเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา วันนั้นเป็นวันมาฆบูชา เราไปรับของตอนบ่าย แต่ทางวัดได้บริจาคไปช่วยวัดจงจิตรที่เป็นที่ตั้งวิทยาลัยมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ที่วังน้อยจำนวน ๒ รถ ๖ ล้อ แล้ว เราไปตอนบ่ายจึงได้ในส่วนที่ญาติโยมนำไปถวายตอนหลัง ก็ยังได้หนึ่งคันรถปิคอัพ
ครั้งที่ ๒ ทำหนังสือไปขออีกตอนวันตักบาตรเทโว แต่ปรากฏว่า เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดจึงบอกยกเลิกทางวัด ให้ทางวัดได้นำไปช่วยน้ำท่วมแทน
นี้คือสาเหตุที่ได้ไปแสดงมุทิตาสักการะท่าน
อีกประการหนึ่งคือ เราเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะชอบที่ท่านทำงานแก่พระศาสนาโดยไม่ได้แบ่งแยกว่า มหานิกายหรือธรรมยุติ ท่านเป็นธรรมยุติแต่ก็ทำงานร่วมกับมหานิกายได้เป็นอย่างดี จนพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุติตำหนิท่านว่า ใกล้ชิดกับมหานิกายมากเกินไป อันนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านต้องติดอยู่ในสมณศักดิ์ชั้นสามัญนานถึง ๑๘ ปีก็ได้
สาเหตุที่ได้ไปแสดงมุทิตาสักการะท่านเพราะมีความผูกพันธ์กับวัดพระราม ๙ พอสมควร คือ ผู้เขียนได้ทำหนังสือไปขอความอุปถัมภ์อาหารแห้งจากวัดพระราม ๙ มาเลี้ยงผู้ปฏิบัติช่วงตอนเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา วันนั้นเป็นวันมาฆบูชา เราไปรับของตอนบ่าย แต่ทางวัดได้บริจาคไปช่วยวัดจงจิตรที่เป็นที่ตั้งวิทยาลัยมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ที่วังน้อยจำนวน ๒ รถ ๖ ล้อ แล้ว เราไปตอนบ่ายจึงได้ในส่วนที่ญาติโยมนำไปถวายตอนหลัง ก็ยังได้หนึ่งคันรถปิคอัพ
ครั้งที่ ๒ ทำหนังสือไปขออีกตอนวันตักบาตรเทโว แต่ปรากฏว่า เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดจึงบอกยกเลิกทางวัด ให้ทางวัดได้นำไปช่วยน้ำท่วมแทน
นี้คือสาเหตุที่ได้ไปแสดงมุทิตาสักการะท่าน
อีกประการหนึ่งคือ เราเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพราะชอบที่ท่านทำงานแก่พระศาสนาโดยไม่ได้แบ่งแยกว่า มหานิกายหรือธรรมยุติ ท่านเป็นธรรมยุติแต่ก็ทำงานร่วมกับมหานิกายได้เป็นอย่างดี จนพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุติตำหนิท่านว่า ใกล้ชิดกับมหานิกายมากเกินไป อันนี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านต้องติดอยู่ในสมณศักดิ์ชั้นสามัญนานถึง ๑๘ ปีก็ได้
ภาพด้านหน้าตึกอเนกประสงค์ ซึ่งทางวัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และเพื่อผลิตสื่อการสอนธรรมะ เป็นตึกสูง ๕ ชั้น รูปทรงสวยทันสมัย
ภาพบนดาดฟ้าชั้นที่ ๕ ใช้เป็นสถานที่เดินจงกรมได้ ชมวิวได้ ขึ้นไปแล้วจะมองเห็นทัศนียภาพสวยงามมาก เพราะบริเวณใกล้เคียงไม่มีอาคารสูง (
โยมที่ถ่ายคู่กันคือ คุณภาสุร ถิรโรจน์กุล หรือโยมวัฒน์ ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถพาไป วันนั้นขับรถเบนซ์คันงามไปซะด้วย เราก็เลยพลอยได้นั่งรถเบนซ์ไปด้วย)
โยมที่ถ่ายคู่กันคือ คุณภาสุร ถิรโรจน์กุล หรือโยมวัฒน์ ทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถพาไป วันนั้นขับรถเบนซ์คันงามไปซะด้วย เราก็เลยพลอยได้นั่งรถเบนซ์ไปด้วย)
อีกมุมหนึ่งของดาดฟ้า ภาพอาคารที่มองเห็นด้านหลังเป็นโรงเรียนวัดพระราม ๙
ตรงนี้จะเป็นห้องโถงชั้นล่าง ใช้เป็นห้องทำวัตร สวดมนต์ และอื่น ๆ ได้ ภาพพระประธานที่ประดิษฐานอยู่บนบุษบกเป็นพระหยกเขียว นำมาจากประเทศพม่า
ลูกศิษย์ที่พาไปดูตึกกำลังบรรยายเกี่ยวกับห้องสตูริโอให้ฟัง
ที่นี่ท่านอาจารย์เจ้าคุณบอกว่า ใช้เป็นสถานที่ผลิตสื่อใครต้องการจะทำก็มาใช้สถานที่ได้ แต่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก่อน
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ภาพกิจกรรมงานปฏิบัติธรรมวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓
ปีนี้วัดดอนทอง ได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมเนื่องในวันพ่อแห่งชาติขึ้น ตั้งแต่วันที่ ๔ - ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ มีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมประมาณ สิบกว่าคน ประกอบด้วย
แม่ชีกมลพร คำกมล
พ่อประเสริฐ เพชรด่านเหนือ ผู้ที่เคยนั่งสมาธิผ่าน ๒๔ ชั่วโมงมาหลายรอบแล้ว
แม่ทองดี เพชรด่านเหนือ ภรรยาพ่อประเสริฐ
แม่นาง นาสิงห์ทอง
แม่คำภีร์ ยุบลพันธ์ เขตบรรจง
แม่ทองวัน เขตบรรจง
นางสุมิตรา นัทธี
นางสมจิตร ยุบลวัฒน์
เป็นต้น
(ภาพเก่า)
ภาพประวัติศาสตร์ในรอบ๗๐ กว่าปีที่น้ำท่วมเดือนสิบสอง
ภาพที่ชาวนาเกี่ยวข้าวหนีน้ำแก่ง (น้ำแก่งเป็นภาษาพื้นบ้านอีสาน)
ภาพที่เห็นคือที่นาของพ่อถนอม แม่สมดี ยุบลพันธ์
จากคำบอกเล่าของพ่อใหญ่สัมฤทธิ์ คงแถลง (พ่อใหญ่เผิ่ง) บอกว่าตั้งแต่เกิดมาพึ่งจะเห็นครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ที่น้ำท่วมในลักษณะนี้ คือน้ำเอ่อล้นมาจากแม่น้ำชี เกิดจากที่เจ้าหน้าที่ปล่อยน้ำจากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ ลงแม่น้ำมูลและน้ำชี ทำให้น้ำเอ่อล้นขึ้นมาท่วมพื้นที่ตอนเหนือ
ทุกปีที่ผ่านมาน้ำจะท่วมมาจากทางด้านเหนือคือจากเขื่อนลำปาว ไหลบ่าลงมา ล้นออกจากลำน้ำปาวเข้าท่วมที่นาของชาวบ้าน ลักษณะอย่างนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา
น้ำขึ้นจนถึงคอ มองในภาพไกลออกไป จะเห็นชาวนาหลายเจ้า กำลังเกี่ยวข้าว เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ ชะตาชีวิตของชาวนาขึ้นอยู่กับธรรมชาติแท้ ๆ เลือกไม่ได้เหมือนเจ้าของโรงสี ชื้นมากเขาก็กดราคาลง ขนไปถึงโรงสีแล้วจะไม่ขายก็ไม่ได้เพราะเสียค่ารถขนไปแล้ว จะขอต่อรองราคาก็ไม่ได้ ต้องจำยอมทุกอย่าง เข้าตำราที่ว่า ผีตกป่าช้าแล้วยังไงก็ต้องเผา หรือจะว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็กก็ไม่ผิด
เมื่อเกี่ยวได้แล้วก็เอาใส่เรือขึ้นมาตากบนบก เป็นภาพที่น่าสลดใจมาก เป็นความทุกข์ความเดือดร้อนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชาวนา
จากคำบอกเล่าของพ่อใหญ่สัมฤทธิ์ คงแถลง (พ่อใหญ่เผิ่ง) บอกว่าตั้งแต่เกิดมาพึ่งจะเห็นครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ที่น้ำท่วมในลักษณะนี้ คือน้ำเอ่อล้นมาจากแม่น้ำชี เกิดจากที่เจ้าหน้าที่ปล่อยน้ำจากพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ ลงแม่น้ำมูลและน้ำชี ทำให้น้ำเอ่อล้นขึ้นมาท่วมพื้นที่ตอนเหนือ
ทุกปีที่ผ่านมาน้ำจะท่วมมาจากทางด้านเหนือคือจากเขื่อนลำปาว ไหลบ่าลงมา ล้นออกจากลำน้ำปาวเข้าท่วมที่นาของชาวบ้าน ลักษณะอย่างนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา
น้ำขึ้นจนถึงคอ มองในภาพไกลออกไป จะเห็นชาวนาหลายเจ้า กำลังเกี่ยวข้าว เห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ ชะตาชีวิตของชาวนาขึ้นอยู่กับธรรมชาติแท้ ๆ เลือกไม่ได้เหมือนเจ้าของโรงสี ชื้นมากเขาก็กดราคาลง ขนไปถึงโรงสีแล้วจะไม่ขายก็ไม่ได้เพราะเสียค่ารถขนไปแล้ว จะขอต่อรองราคาก็ไม่ได้ ต้องจำยอมทุกอย่าง เข้าตำราที่ว่า ผีตกป่าช้าแล้วยังไงก็ต้องเผา หรือจะว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็กก็ไม่ผิด
เมื่อเกี่ยวได้แล้วก็เอาใส่เรือขึ้นมาตากบนบก เป็นภาพที่น่าสลดใจมาก เป็นความทุกข์ความเดือดร้อนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชาวนา
วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











